เรื่องราวทั้งหมดในนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง หากมีส่วนใดคล้ายคลึงกับเหตุการณ์จริง ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น
กันยายน ปี 1938 เซี่ยงไฮ้
“คุณหนูใหญ่ รีบกลับมาเร็วเข้า!” แม่บ้านร่างอ้วนคนหนึ่งตะโกนเสียงแหบพร่า
ทันทีที่สิ้นเสียงตะโกน ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูมีราคาแพงก็ฟาดพื้นรองเท้าลงบนธรณีประตูอย่างแรง
คนหนึ่งตะโกน คนหนึ่งฟาดรองเท้า วนซ้ำไปมาเช่นนั้นตลอดทั้งคืน
บรรดาคนรับใช้ที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดกัดริมฝีปากแน่น ตอนนี้คุณหนใหญ่เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายประคองชีวิตเอาไว้ ในช่วงเวลาตึงเครียดเช่นนี้ พวกเขาจะหัวเราะออกมาไม่ได้เด็ดขาด
……
ขงเชียนโหรวเพิ่งลืมตาขึ้น กลิ่นยาจาง ๆ อวลอยู่ในอากาศ เธอนอนอยู่บนเตียงและกำลังจะหันไปมองรอบ ๆ
ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้ามา ความทรงจำแปลกหน้าหลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับกระแสน้ำ
เธอทะลุมิติมายังปีที่ยี่สิบเจ็ดแห่งสาธารณรัฐจีน และเข้ามาอยู่ในร่างเจ้าของเดิมที่เจ็บป่วยมาตั้งแต่เด็ก
เจ้าของร่างเดิมมีชื่อและนามสกุลเดียวกับเธอ ชื่อขงเชียนโหรว อายุสิบแปดปี สมชื่อที่แปลว่าบอบบางดุจต้นหลิวต้องลม ทั้งยังป่วยออดแอดยิ่งกว่าซีซืออยู่สามส่วน
ส่วนในยุคปัจจุบัน เธอเป็นเด็กกำพร้า ชื่อของเธอเป็นชื่อที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งให้ ส่วนนามสกุลขงก็มาจากนามสกุลของผู้อำนวยการ
เธอผ่านความยากลำบากมามากมาย กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ก็ไม่ง่าย แต่เพิ่งทำงานได้ไม่นาน ระหว่างทางไปทำงานก็เกิดอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตกะทันหัน
ในวินาทีที่สติของเธอกำลังจะดับลง ระบบก็ปรากฏตัวขึ้น จะตายเดี๋ยวนี้หรือรอไว้ค่อยตาย เธอย่อมรู้ว่าควรเลือกอย่างไร
หากเธอลังเลแม้เพียงนิดเดียว ก็เท่ากับไม่เห็นคุณค่าชีวิตของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงตอบตกลงกับระบบทันที
เจ้าของร่างเดิมเป็นคุณหนูใหญ่ที่แท้จริง บิดาของเธอคือขงจิ้งเฉิง หัวหน้าแก๊งผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเซี่ยงไฮ้
เซี่ยงไฮ้ในเวลานี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและอิทธิพลมากมาย ต่างเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง มีทั้งฝ่ายสนับสนุนญี่ปุ่น ฝ่ายสนับสนุนอเมริกา ฝ่ายต่อต้านญี่ปุ่น ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ฝ่ายต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น รวมถึงแก๊งต่าง ๆ นานา
แก๊งที่ใหญ่ที่สุดคือแก๊งชิงปัง ขงจิ้งเฉิงก็เป็นสมาชิกของชิงปังเช่นกัน แถมยังเป็นคนรุ่นอักษร ‘ทง’ รุ่นที่ยี่สิบสี่ เรียกได้ว่ามีอาวุโสสูงมาก
แต่เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาก็แยกตัวออกมาตั้งแก๊งของตัวเองในชื่อ ‘กลุ่มซินฉูฮุย’ โดยมีลูกน้องนับหมื่นคน
ที่บอกว่ามีคนเป็นหมื่นนั้น แท้จริงแล้วคนที่ต่อสู้เก่งมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานทั่วไป การเข้าร่วมกลุ่มซินฉูฮุยก็เพียงเพราะอยากมีทางรอดเพิ่มขึ้นอีกทางเท่านั้น
ศิษย์ชิงปังอย่างขงจิ้งเฉิงที่แยกตัวออกมาตั้งแก๊งเองมีอยู่ไม่น้อย ปัจจุบันหัวหน้าแก๊งใหญ่ทั้งสี่ล้วนมีที่มาจากชิงปัง
ขณะที่ขงเชียนโหรวกำลังคิดฟุ้งซ่าน จู่ ๆ ใบหน้าอวบอ้วนกลมเหมือนแผ่นแป้งก็ยื่นเข้ามาจ่อหน้าเธอ อาจเพราะร้องไห้หนักเกินไป ดวงตาทั้งสองข้างจึงบวมจนเหลือเพียงรอยแยกเล็ก ๆ
เธอตกใจจนรูม่านตาหดเล็ก โชคดีที่ร่างกายอ่อนแอจนทำอะไรไม่ไหว ไม่อย่างนั้นเธอคงกรีดร้องออกมาแล้ว
“ในที่สุดคุณหนูใหญ่ก็ตื่นเสียที ถ้าคุณหนูยังไม่ฟื้นขึ้นมา ฉันก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว” หญิงวัยกลางคนร่างอวบร้องไห้เสียงแหบพร่า
เมื่อครู่เธอเห็นคุณหนูใหญ่ลืมตาขึ้นแล้ว แต่ไม่นานก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะจ้องมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า
ภาพนั้นทำเอาเธอตกใจแทบแย่ นึกว่าคนฟื้นแล้ว แต่วิญญาณกลับหลุดลอยไปเสียแล้ว
“หมวยฮ้วง เสียงคุณเป็นอะไรไป?” ขงเชียนโหรวถามอย่างหมดแรง ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว แค่จะพูดสักประโยคยังต้องรวบรวมแรงอยู่นาน
ตอนนี้เธอได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว จึงรู้ว่าหญิงตรงหน้าชื่อหมวยฮ้วง และคอยดูแลเจ้าของร่างเดิมมาตั้งแต่เด็ก
หมวยฮ้วงเองก็เป็นคนมีชะตาชีวิตน่าเวทนา เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน สามีก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ต่อมาลูกก็ตายจากไปด้วย สุดท้ายยังถูกครอบครัวสามีขับไล่ออกมา
ตอนนั้นมารดาของเจ้าของร่างเดิมเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ทิ้งเจ้าของร่างเดิมที่ยังเป็นทารกไว้เพียงลำพัง หมวยฮ้วงจึงเข้ามาทำงานในตระกูลขงในสถานการณ์เช่นนั้น
แต่เวลานั้นขงจิ้งเฉิงเพิ่งออกจากชิงปังและเริ่มสร้างตัวเอง ยังไม่มีทั้งเงินและอำนาจ จึงไม่มีเวลาดูแลเจ้าของร่างเดิม พูดได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเติบโตมากับหมวยฮ้วง
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้ทำให้ความรักที่ขงจิ้งเฉิงมีต่อลูกสาวลดน้อยลงเลย อย่างไรเสียเธอก็เป็นลูกคนแรกของเขา ทั้งยังเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก
ภายหลังเขารับอนุภรรยามาสองคน แต่กลับไม่เคยแต่งภรรยาเอกอีก เพราะกลัวลูกสาวคนนี้จะถูกเอาเปรียบ
นอกจากนี้ เขายังประกาศต่อคนนอกว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นดาวนำโชคของเขา นับตั้งแต่มีลูกสาวคนนี้ ทุกอย่างที่ทำก็ราบรื่นไปหมด
ไม่ว่าคำพูดนี้จะจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงมีสถานะสูงส่งมากในตระกูลขง
น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมเจ็บป่วยเรื้อรังมานานหลายปี เอาแต่พักอยู่ในเรือนด้านหลังแทบไม่เคยออกไปไหน
“ฉันได้ยินคนบอกว่า ถ้าญาติใช้พื้นรองเท้าฟาดธรณีประตู ก็จะเรียกวิญญาณของคนกลับมาได้ เพราะอย่างนี้ นายท่านถึงได้ฟาดธรณีประตูด้วยรองเท้าตลอดทั้งคืน ส่วนฉันก็ร้องเรียกอยู่ทั้งคืน ได้ผลจริง ๆ ด้วย คุณหนูใหญ่ฟื้นแล้วจริง ๆ” หมวยฮ้วงพูดด้วยสีหน้าโล่งอก หากคุณหนูใหญ่เป็นอะไรไป ทิ้งให้เธออยู่คนเดียว แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
ขงเชียนโหรวอ้าปาก แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไร เธออิจฉาเจ้าของร่างเดิมที่มีคนสองคนรักและเป็นห่วงเธอถึงเพียงนี้
พ่อของร่างนี้เป็นถึงหัวหน้าแก๊งกลุ่มซินฉูฮุย ใครที่อยู่ข้างนอกเห็นเขาก็ต้องให้เกียรติอยู่สามส่วน เขาเป็นหัวหน้าแก๊งผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือเช่นนั้น
แต่เพื่อความเชื่อที่งมงายข้อหนึ่ง เขากลับยอมนั่งอยู่บนพื้น ทำตัวราวกับตัวตลก ถือพื้นรองเท้าฟาดธรณีประตูครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดทั้งคืน
ในหัวของเธอปรากฏภาพขึ้นมาแล้ว หัวหน้ากลุ่มซินฉูฮุยอย่างขงจิ้งเฉิงนั่งอยู่บนพื้น มือถือพื้นรองเท้าฟาดธรณีประตู
ส่วนหมวยฮ้วงก็ตะโกนเสียงแหบอยู่ข้าง ๆ ว่า ‘คุณหนูใหญ่ รีบกลับมาเร็วเข้า’ คนทั้งคุ้มขงต่างซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด แอบมองกันอย่างเงียบเชียบ อยากหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะ
ภาพในหัวชัดเจนเกินไป เธอจึงรีบสลัดภาพนั้นทิ้ง เธออยากบอกว่ามันเป็นแค่ความเชื่องมงาย คนที่พวกเขาเรียกกลับมาคือเธอ ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม
แน่นอนว่าเธอไม่มีทางพูดเรื่องแบบนั้นออกมา นับจากนี้ไป เธอก็คือขงเชียนโหรว
“นายท่านถูกคนของแก๊งเรียกตัวไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว” หมวยฮ้วงเห็นขงเชียนโหรวไม่พูด จึงรีบอธิบาย
ไม่ใช่ว่านายท่านไม่รักคุณหนูใหญ่ แต่ในแก๊งมีเรื่องต้องให้นายท่านจัดการ ในใจของเธอ คุณหนูใหญ่เป็นเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอม
เรื่องใดก็ตามที่ทำให้คุณหนูใหญ่ไม่สบายใจ เธอจะต้องกำจัดมันทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งตัว
“อืม” ขงเชียนโหรวขานรับ
“หมอฝรั่งพวกนั้นยังบอกอีกว่าคุณหนูใหญ่จะไม่ฟื้นแล้ว ถุย…พูดอะไรไร้สาระ” หมวยฮ้วงพูดอย่างเคียดแค้น คุณหนูใหญ่ของเธอแค่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กเท่านั้น แต่หมอฝรั่งพวกนั้นกลับบอกว่าคุณหนูใหญ่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้
“ฉันจะไปยกซุปโสมมาให้คุณหนูใหญ่สักถ้วย ดื่มซุปโสมแล้ว อีกไม่เกินสองวันคุณหนูใหญ่ก็ต้องกลับมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิมแน่” ระหว่างพูด หมวยฮ้วงก็พยายามลุกขึ้น แต่จู่ ๆ สายตาก็มืดวูบ ก่อนจะทรุดก้นลงนั่งกับพื้นอีกครั้ง
“หมวยฮ้วง คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?” ขงเชียนโหรวถามอย่างเป็นห่วง เธออยากลุกขึ้นนั่ง แต่รวบรวมแรงอยู่นานก็ทำได้แค่ยกศีรษะขึ้นเท่านั้น
เธอทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว!
“คุณหนูใหญ่ ฉันไม่เป็นไร เมื่อคืนคงตะโกนหนักเกินไป เลยรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย ขอพักสักครู่ก่อน” หมวยฮ้วงเห็นขงเชียนโหรวพยายามจะลุกขึ้น จึงรีบห้ามเอาไว้
ร่างกายของเธอแข็งแรงจะตาย คนทั้งคุ้มขงไม่มีใครมีเนื้อมีหนังมากไปกว่าเธอแล้ว แค่เรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าเธอแข็งแรงแค่ไหน
หมวยฮ้วงพักอยู่ครู่หนึ่งก็รีบลุกขึ้น จากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยแกว่งสะโพกดุ๊กดิ๊ก ครั้นกลับมาอีกครั้ง ในมือก็ถือถาดมาด้วย
หลังดื่มซุปโสมหมดหนึ่งชาม ขงเชียนโหรวก็รู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอรู้ว่าชีวิตของเจ้าของร่างเดิมแทบจะประคองไว้ได้ด้วยซุปโสม
