พระชายารุ่ยชินอ๋องได้ยินเช่นนั้น พลันรู้สึกว่างเปล่าในใจขึ้นมา ไม่รู้ชั่วขณะว่าควรตอบสนองเช่นไร
ก่อนหน้านี้ นางเคยจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่าหลังตามหาบุตรสาวพบแล้วจะเป็นเช่นไร
ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ สมองของนางกลับว่างเปล่า ได้แต่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง มองรุ่ยชินอ๋องร้องไห้จนสะอึกสะอื้น
สุดท้ายยังเป็นอาสะใภ้ใหญ่เย่ที่ประคองนางไว้ นางจึงเพิ่งรู้ว่าตนคุกเข่าอยู่นานจนขาชาไร้เรี่ยวแรงไปหมดแล้ว
เกรงว่าจะปลุกเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ทั้งสี่จึงแอบเข้ามาดูให้แน่ใจ แล้วพากันออกไปอย่างเงียบเชียบ
รุ่ยชินอ๋องร้องไห้ราวกับเด็กคนหนึ่ง
ส่วนพระชายารุ่ยชินอ๋องกลับรู้สึกราวกับล่องลอยอยู่บนหมู่เมฆ ถึงขั้นสงสัยว่าตนกำลังฝันไปอีกหรือไม่
ตลอดหลายปีมานี้ นางฝันหวานเช่นนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง
แต่ในฝันยิ่งน่ายินดีและเปี่ยมสุขเพียงใด เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยิ่งเศร้าหมองและปวดร้าวเพียงนั้น
นางนับไม่ถ้วนแล้วว่าผ่านค่ำคืนที่น้ำตาชุ่มหมอนมาแล้วกี่หน
เย่เหล่าต้ากับอาสะใภ้ใหญ่เย่มองหน้ากัน ต่างไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดในยามนี้
แม้จะรู้แต่แรกว่าความเป็นไปได้นี้มีอยู่มาก ทว่าเมื่อเรื่องราวได้ข้อยุติจริง ๆ ทั้งสองก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร
สุดท้ายเย่เหล่าต้ากระแอมแล้วถามว่า “เช่นนั้นบัดนี้ พวกท่านคิดจะทำอย่างไรต่อ?”
รุ่ยชินอ๋องเมื่อครู่ยังร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทัน พอได้ยินคำถามก็ชิงกล่าวขึ้นทันที “ในเมื่อชิงเทียนเป็นบุตรสาวของพวกเรา พวกเราย่อมต้องให้นางกลับสู่ตระกูล
