ฉินเฮ่อเซวียนมิได้สงสัยว่าผู้ใต้บังคับบัญชามองผิดไปหรือไม่
เพราะความแตกต่างระหว่างม้ามองโกลกับม้าของต้าฉีนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน
ม้ามองโกลไม่เพียงมีรูปร่างเล็กกว่า หากยังมีหัวใหญ่ คอสั้น อกและลำตัวลึกยาว แผ่นหลังราบ ท้องใหญ่ ขาทั้งสี่สั้นและแข็งแรง อีกทั้งขนยังหนาแน่น
แม้จะเสียเปรียบด้านรูปร่าง แต่ม้ามองโกลกลับมีพละกำลังแข็งแกร่ง อดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยและความหนาวเย็น อีกทั้งเมื่อผ่านการฝึกฝนแล้ว ยังไม่ตื่นตกใจหรือแตกตื่นในสนามรบ ทั้งกล้าหาญดุดันยิ่ง นับเป็นม้าศึกชั้นเลิศ
ด้วยเหตุนี้ ทางมองโกลจึงควบคุมม้ามองโกลอย่างเข้มงวด อนุญาตให้ขายม้าตัวผู้ที่ตอนแล้วไปยังที่อื่นเท่านั้น
ราชสำนักเองก็เคยคิดหาหนทางนำม้ามองโกลมาบ้างเช่นกัน ทว่าไม่ทราบว่าผิดพลาดตรงขั้นตอนใด ม้ามองโกลที่เพาะเลี้ยงขึ้นมาจึงมีคุณภาพไม่น่าพอใจอยู่เสมอ
มิฉะนั้น ฮ่องเต้คงไม่ทรงให้ความคุ้มครองแก่ชนเผ่าของครอบครัวซูตี๋หยา ทั้งยังให้นางเข้าวังมาอาศัย เพียงเพราะบิดาของนางถวายความลับเรื่องการเพาะพันธุ์และคัดเลือกม้ามองโกล
ซูตี๋หยาเพิ่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้ไม่ถึงเดือน ก็มีคนเริ่มลักลอบขายม้ามองโกลอย่างเปิดเผยแล้วหรือ?
เรื่องราวจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้จริงหรือ?
เพราะเติบโตมาในตระกูลเหวินตั้งแต่เล็ก ฉินเฮ่อเซวียนจึงเข้าใจเรื่องม้าศึกอยู่ไม่น้อย
เพียงแต่ชั่วขณะนั้นเขายังนึกไม่ออกว่าเรื่องทั้งสองจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
“คุณชายน้อย แล้วต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรขอรับ?”
ซงเทายังคงรอคำสั่งจากฉินเฮ่อเซวียนอยู่ข้าง ๆ เห็นเขาเงียบไปนาน จึงอดเอ่ยเตือนมิได้
“ไม่ต้องทำอะไร จับตาดูคนเหล่านั้นไว้ก็พอ”
ฉินเฮ่อเซวียนกล่าวพลางเดินไปที่โต๊ะ คลี่กระดาษออกแล้วจรดพู่กันเขียนข้อความ เมื่อหมึกแห้งจึงพับส่งให้ซงเทา
“นำสิ่งนี้ไปส่งให้ท่านพ่อ ส่วนเรื่องที่เหลือท่านพ่อจะจัดการเอง”
“ขอรับ!” ซงเทารับคำสั่งแล้วถอยออกไป
หากอยู่ที่ตระกูลเหวิน ฉินเฮ่อเซวียนย่อมเลือกสืบเรื่องนี้ต่อด้วยตนเอง
แต่เขายังไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง อีกทั้งกำลังคนที่ใช้ได้ก็มีน้อย สุดท้ายจึงตัดสินใจบอกเรื่องนี้แก่ฉินซงอิ้น
อย่างไรเสีย เรื่องเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งที่เด็กวัยเท่าเขาควรต้องกังวล
