หลังจากฉินเฮ่อต้งถูกบิดามารดาร่วมกันตำหนิ เขาก็รู้สึกมึนงงไปทั้งคน
เรื่องอื่นยังพอว่า แต่เรื่องที่การแต่งตั้งขุนนางโดยอาศัยบารมีบรรพบุรุษมีได้เพียงตำแหน่งเดียวนั้น ราวกับถูกไม้กระบองฟาดลงกลางศีรษะ จนเขาตื่นขึ้นมาในทันใด
แม้คนภายนอกจะเอ่ยชมทุกครั้งว่าบุตรชายทั้งสามของตระกูลฉินล้วนมีความสามารถ
แต่เรื่องในบ้านตนเองย่อมรู้ดีที่สุด แท้จริงแล้วฉินเฮ่อต้งไม่ใช่คนที่มีหัวด้านการเรียนมาตั้งแต่เล็ก
ทว่าครอบครัวอย่างตระกูลฉิน ขอเพียงลูกหลานไม่ไปก่อเรื่องสร้างปัญหาภายนอก ก็ถือว่าเติบโตเป็นคนมีอนาคตจนได้รับคำชมแล้ว
ก่อนหน้านี้ตอนเรียนอยู่ในสำนักศึกษา ฉินเฮ่อต้งมักวางตัวเจียมเนื้อเจียมตนอยู่เสมอ
เพราะไม่ว่าเขาจะขยันเพียงใด ก็ยังสู้น้องชายที่อายุน้อยกว่าตนสองปีไม่ได้
ต้นปีนี้ ฉินซงอิ้นส่งชื่อเขาไปเพื่อรอรับการแต่งตั้งขุนนางโดยอาศัยบารมีบรรพบุรุษ ทั้งยังไม่ต้องให้เขาไปเรียนที่สำนักศึกษาประจำตระกูลอีก แต่จัดอาจารย์ที่ปรึกษาสองคนมาสอนธรรมเนียมและหลักการในวงการขุนนางแทน
ใครจะรู้ว่าฉินเฮ่อต้งกลับหัวไวในเรื่องนี้กว่าการเรียนหนังสือเสียอีก บางเรื่องเพียงชี้แนะครั้งเดียวก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
ด้วยเหตุนี้ ฉินซงอิ้นจึงผ่อนปรนการควบคุมดูแลเขาลงเล็กน้อย
อย่างไรเสีย บุตรหลานจากครอบครัวเช่นพวกเขาก็มีทางเลือกมากกว่าชาวบ้านธรรมดา ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เด็กมุ่งแต่เรียนหนังสือจนหัวชนฝา
การปล่อยปละที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ฉินเฮ่อต้งมีเวลาออกไปคลุกคลีกับสหายบางคน
แต่เด็กวัยเดียวกับเขาส่วนใหญ่ต่างกำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษาประจำตระกูล หรือไม่ก็สำนักศึกษาหลวง แล้วจะมีเวลาออกไปเที่ยวเล่นได้อย่างไร
คนที่คบหากับเขาส่วนใหญ่เป็นพวกคุณชายเสเพลที่ถูกตามใจจนเสียคน หรือไม่ก็เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ที่คนในบ้านทอดทิ้งไปแล้ว
ฉินเฮ่อต้งเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่มีอนาคตแน่นอนว่าจะได้เป็นขุนนาง เพียงรอราชสำนักจัดสรรตำแหน่งให้เท่านั้น จึงกลายเป็นคนที่ทุกคนพากันประจบเอาใจในทันที
เมื่ออยู่กับคนเหล่านี้นานเข้า ฉินเฮ่อต้งก็ถูกยกยอจนลืมไปสนิทว่าทุกสิ่งที่ตนมีล้วนพึ่งพาครอบครัว
