เมื่อเข้าไปด้านใน ก็เห็นเย่เหล่าซานกำลังนั่งกินข้าวกับชายวัยกลางคน ทั้งสองกินไปพลางพูดคุยกันอย่างออกรส
เย่เหล่าเอ้อร์เห็นภาพตรงหน้าแล้วก็โกรธจนแทบทนไม่ไหว พุ่งเข้าไปตบหน้าเย่เหล่าซานฉาดหนึ่ง
ท่านอาจารย์หลิวสะดุ้งตกใจ ตะโกนเสียงดังว่า “ใครน่ะ เหตุใดเข้ามาก็ตีคนเสียแล้ว! ใครก็ได้ มานี่เร็ว...”
คนเฝ้าประตูรีบเข้ามารั้งเขาไว้ พลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์หลิว คนผู้นี้เป็นญาติของพี่สามเย่ขอรับ”
เย่เหล่าซานถูกตบเข้าให้ ตอนแรกก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว ทว่าพอเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นพี่รองของตน ความโมโหก็พลันมลายหายไป
“พี่รอง ท่านตีข้าทำไม?”
“ข้าตีเจ้าทำไม? เจ้ายังกล้าถามอีกหรือว่าข้าตีเจ้าทำไม?” เย่เหล่าเอ้อร์โกรธจนพุ่งเข้าไปฟาดเขาอีกหลายทีไม่ยั้ง “กลางดึกอยู่ดี ๆ เจ้าก็ถูกคนพาตัวไป คนทั้งบ้านตกใจจนไม่ได้นอนทั้งคืน กลัวว่าเจ้าจะเป็นอะไรไป ข้าตื่นแต่เช้าก็ไปถามคุณชายน้อยฉินถึงเรื่องราว
“เจ้านี่ช่างดีนัก ท่านแม่ยังเป็นห่วงอยู่ที่บ้าน แต่เจ้ากลับมากินข้าวอยู่ที่นี่! ไม่ตีเจ้าแล้วจะไปตีใคร ตีก็ต้องตีเจ้านี่แหละ!”
เย่เหล่าเอ้อร์พูดพลางทำท่าจะลงมืออีก
คนเฝ้าประตูรีบเข้ามาห้ามไว้
คราวนี้ท่านอาจารย์หลิวจึงเข้าใจว่าเป็นความผิดของตน ก่อนหน้านี้ตอนให้คนไปตามเย่เหล่าซาน เขาไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจน จึงเกิดเรื่องเข้าใจผิดใหญ่โตเช่นนี้
“พี่ชายท่านนี้ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของข้า นั่งลงก่อนเถิด ข้าจะอธิบายให้ฟัง”
เย่เหล่าเอ้อร์มีโทสะต่อเย่เหล่าซานเต็มอก แต่ยังคงให้ความเคารพผู้อื่นในกรมช่างหลวง
หลังจากคนเฝ้าประตูกับท่านอาจารย์หลิวช่วยกันเกลี้ยกล่อม ในที่สุดเขาก็ยอมเลิกลงมือ
ท่านอาจารย์หลิวอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ พร้อมกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกว่าเป็นเพราะตนร้อนใจเกินไปในตอนนั้น ทั้งยังพูดไม่ชัดเจน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดครั้งใหญ่
หลังเย่เหล่าซานถูกพาตัวมา ทั้งสองก็มัวแต่คิดหาวิธีทำลูกบอลหลิงหลงให้สำเร็จ จนยุ่งเสียลืมเรื่องอื่นไปหมด
เย่เหล่าเอ้อร์เข้าใจนิสัยน้องชายเช่นนี้ดี เย่เหล่าซานเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ขอเพียงได้ตั้งใจทำของขึ้นมา ก็ถึงขั้นลืมกินลืมนอน
