เย่จวนเอ๋อร์โมโหจนเผลอยกมือตีหัวลูกชายทีหนึ่ง พลางด่าว่า “พูดภาษาคนเป็นหรือไม่เป็นกัน! หากข้าให้กำเนิดลูกสาวที่ว่านอนสอนง่ายได้อย่างชิงเทียนได้จริง ข้าจะให้กำเนิดเจ้าเป็นลูกทรพีแบบนี้หรือ? ปล่อยให้เจ้าอยู่ที่นี่คอยทำให้ข้าโมโหทุกวัน?”
เย่จวนเอ๋อร์หันกลับไปพูดกับอาสะใภ้ใหญ่เย่อีกว่า “เจ้าไม่รู้อีกว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะชิงเทียนไปถูกตาของมันเข้าเท่านั้น มิเช่นนั้นมันไม่มีความอดทนกับเด็กเล็กเลยสักนิด
“ทุกครั้งที่พี่สาวมันพาลูกกลับบ้านมิก็เด็กถูกมันแกล้งจนร้องไห้ มิก็พี่สาวมันถูกมันทำให้โมโหจนเสียน้ำตา ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะสงบสุข!
“ยามนี้มีชิงเทียนช่วยขัดเกลานิสัยมัน ข้าว่าเรื่องนี้ก็ดีไม่น้อย มิเช่นนั้นด้วยนิสัยห่วย ๆ แบบนั้นของมัน ต่อไปคงหาแม้แต่เมียยังไม่ได้”
หมู่บ้านซวงหลินที่บ้านสามีของเย่หัวอยู่มีความใกล้มาก เดินเพียงครึ่งถั่วยามก็ถึง
ดังนั้นหลายคนจึงนั่งเกวียนล่อ ระหว่างทางก็พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ไม่นานก็ถึงที่หมาย
พอก้าวเข้าหมู่บ้าน อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็สัมผัสได้ทันทีว่าหมู่บ้านซวงหลินร่ำรวยกว่าหมู่บ้านหรงซีอย่างเห็นได้ชัด
ในหมู่บ้านคนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งสร้างบ้านอิฐและกระเบื้อง
บ้านของเย่หัวก็เป็นบ้านอิฐและกระเบื้องเช่นกัน แม้จะดูเก่าไปหน่อย แต่ในหมู่บ้านก็ถือว่าพอประคองตัวได้ ไม่ดีเลิศแต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุด
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่ความสูงใหญ่และความสว่างโปร่งของบ้านอิฐและกระเบื้อง ก็ดีกว่าบ้านดินดิบหลายเท่าแล้ว
เพราะวันนี้เป็นวันที่ลูกสาวและลูกเขยกลับบ้าน ฉะนั้นเย่หัวจึงเก็บกวาดทั้งในบ้านและในลานสะอาดเอี่ยมเรียบร้อยเรียบง่าย ยังแขวนผ้าแพรสีแดง ดูครึกครื้นเป็นพิเศษ
หลิวฉวนเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากในการจูงล่อไปผูกไว้ที่ลานหลัง แล้วหยิบฟางแห้งสองสามกำปั้นโยนลงบนพื้นให้ล่อกิน
ส่วนเย่จวนเอ๋อร์นั้นได้เริ่มพูดคุยทักทายกับเย่หัวแล้ว
อาสะใภ้เจียงนำอาสะใภ้ใหญ่เย่และอาสะใภ้สามเย่มาที่ครัว ให้พวกนางเริ่มลงมือทำอาหารได้
“ข้าช่วยพวกเจ้าด้วยคนเถิด!” อาสะใภ้เจียงคิดว่าอีกฝ่ายก็นับว่าเป็นญาติกัน รู้สึกเกรงใจที่จะเดินจากไปเฉย ๆ จึงเอ่ยปากอย่างมีมารยาท
