กินบะหมี่เสร็จ ทุกคนก็พากันออกไปซื้อของบนถนน จากนั้นจึงแยกย้ายขึ้นรถสองคันออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหรงซี
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ มู่เจิงพาคนมาสิบกว่าคนติดตามออกจากเมืองไปพร้อมกัน โดยเว้นระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล คอยตามอยู่เบื้องหลัง
“พี่เจิง ใต้เท้าฉินสั่งให้พวกเราออกลาดตระเวนรอบบริเวณมิใช่หรือ? แล้วท่านจะไปทางไหนหรือ?”
“นายท่านก็ไม่ได้บอกว่าต้องไปทิศใด ลาดตระเวนทางนี้ก็เหมือนกันมิใช่หรือ?” มู่เจิงคาบก้านหญ้าไว้ในปาก นั่งบนหลังม้าอย่างเกียจคร้าน
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใดคุณชายน้อยของตนจึงเป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัวชาวบ้านนี้ถึงเพียงนั้น
ออกจากบ้านมานาน ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านแล้ว ตลอดทางชิงเทียนกอดไม้ต่อบล็อกไว้ แต่สิ่งที่นางเอาแต่คิดถึงกลับเป็นเสี่ยวเย่
“ท่านแม่ พวกเราไม่กลับไปตั้งนาน เสี่ยวเย่จะจำข้าไม่ได้หรือไม่?”
“ไม่หรอก สุนัขเมื่อจำเจ้าของได้แล้ว ก็จะจำไปตลอดชีวิต ต่อให้พวกเราจากไปหลายวัน หรือแม้แต่เจ้าจากไปหนึ่งปีสองปี มันก็ยังจำเจ้าได้เหมือนเดิม”
“ท่านพ่อ เสี่ยวเย่จะโตขึ้นกว่าตอนที่พวกเราออกเดินทางหรือไม่?”
“ต้องโตขึ้นอยู่แล้ว เจ้าหมาน้อยโตไวมาก แค่สิบกว่าวันก็โตขึ้นอีกขนาดหนึ่งแล้ว!”
ได้ยินเย่เหล่าต้ากล่าวเช่นนี้ ชิงเทียนก็หม่นหมองลงเล็กน้อย “ต่อไปจะปล่อยเสี่ยวเย่ไว้ที่บ้านไม่ได้แล้ว ออกไปที่ใดก็ต้องพามันไปด้วย”
“ไม่อย่างนั้นถ้ามันโตขึ้นในพริบตา มันยังจำข้าได้ แต่ข้ากลับจำมันไม่ได้จะทำอย่างไรเล่า”
เย่เหล่าต้ากับอาสะใภ้ใหญ่เย่ฟังแล้วต่างหัวเราะ นี่คงเป็นความกลุ้มใจที่มีแต่เด็กน้อยเท่านั้นจึงจะมี
“คราวหน้าท่านแม่ไปทำโต๊ะจีนที่หมู่บ้านอื่น เจ้าไม่ต้องตามไป อยู่เล่นกับพี่ชายและเสี่ยวเย่ที่บ้านเถิด
“พอถึงเดือนสิบสอง ท่านแม่จะเข้าเมืองไปร่วมการประลองฝีมือทำอาหาร แล้วค่อยพาพวกเจ้าไปด้วยกัน ดีหรือไม่?”
ชิงเทียนฟังแล้วก็ลังเลขึ้นมาทันที
จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนเจ้าหมาน้อย หรือจะไปรับทำโต๊ะจีนกับอาสะใภ้ใหญ่เย่ดีเล่า?
อาสะใภ้ใหญ่เย่เห็นบุตรสาวยังลังเล จึงอดรู้สึกน้อยใจไม่ได้
ตนเป็นมารดาแท้ ๆ ยังสู้เจ้าหมาน้อยไม่ได้หรือ?
