เมื่อฮูหยินฉินมาถึงจวนรุ่ยชินอ๋อง นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้ที่ออกมาต้อนรับตน ณ ประตูชั้นที่สองจะเป็นรุ่ยชินอ๋อง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นพี่เขยอยู่ในสภาพซมซานถึงเพียงนี้
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาบวมแดงจนแทบดูไม่ได้ ใต้คางยังมีไรหนวดเขียวครึ้มขึ้นชั้นหนึ่ง มุมปากก็มีตุ่มพองเพราะร้อนใจ
“พี่เขย” ฮูหยินฉินก้าวเข้าไปคำนับ พลางคิดในใจว่าการรับญาติครั้งนี้ตกลงสำเร็จหรือไม่สำเร็จกันแน่
แต่ถึงอย่างไร รุ่ยชินอ๋องก็เป็นถึงท่านอ๋อง ฮูหยินฉินเห็นเขาเป็นเช่นนี้ จึงไม่กล้าเอ่ยถามออกไป
“เจ้ามาพอดี จงไปอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวเจ้าเถิด” รุ่ยชินอ๋องกล่าวเสียงแหบพร่า “พวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน คงพูดคุยกันได้สะดวกกว่า”
ยามนี้เขายังควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ จึงยากจะปลอบประโลมภรรยา
ยามนี้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน ก็ได้แต่ร่ำไห้เงียบ ๆ ต่อหน้าอีกฝ่าย
รุ่ยชินอ๋องคิดว่าตนจำต้องหาสถานที่สงบใจสักแห่ง เพื่อเยียวยาบาดแผลในใจเพียงลำพัง
แต่ก็ไม่วางใจที่จะทิ้งภรรยาไว้ตามลำพัง
ครั้นได้ยินว่าฮูหยินฉินมาถึง เขาจึงผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกทันที
หลังจากฝากภรรยาไว้กับฮูหยินฉินแล้ว รุ่ยชินอ๋องจึงให้คนเตรียมม้า ตั้งใจออกไปหาที่คลายเครียดตามลำพัง
ฮูหยินฉินตามบ่าวไปยังตำหนักบรรทมของพระชายารุ่ยชินอ๋อง และพบว่าสภาพของพี่สาวย่ำแย่กว่ารุ่ยชินอ๋องเสียอีก
ดวงตากลมโตงดงามทั้งสองข้างบวมราวผลท้อ นางกำลังพร่ำพูดบางอย่างกับสาวใช้คนสนิท
พูดไปได้ไม่กี่คำ น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูลงมาอีกครั้ง ราวกับไข่มุกที่ขาดจากสาย
