ชิงเทียนเดินขึ้นชั้นสามพร้อมเว่ยเหยี่ยน แม่นางลวี่ และฉินเฮ่อเซวียน พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังเป็นระลอกจากห้องชุดฝั่งตรงข้าม
นางฟังปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นเสียงของผู้อาวุโสเฉิน
เว่ยเหยี่ยนกับแม่นางลวี่จึงเคาะประตูเข้าไปทักทายพร้อมกัน
แม้สหายเก่าของผู้อาวุโสเฉินล้วนเป็นพ่อครัว แต่ทุกคนก็เคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์เว่ย ต่างพากันลุกขึ้นทักทายอย่างรีบร้อน
หลังจากสนทนาทักทายกันตามมารยาทอยู่สองสามประโยค อาจารย์เว่ยกับคนอื่น ๆ จึงขอตัวไปยังห้องชุดฝั่งตรงข้าม
เมื่อเห็นอาจารย์เว่ยจากไป ทุกคนต่างพากันอิจฉา
แม้แต่ต่งซวิ่นชางก็ยังต้องยอมรับว่า “เหล่าเฉิน เรารู้จักกันมาหลายปี ข้าไม่เคยอิจฉาอะไรเจ้าเลย
“มีเพียงชิงเทียนที่บ้านเจ้าคนเดียวเท่านั้น ที่ใครเห็นก็เอ็นดู!”
พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น คนอื่น ๆ ก็พากันทอดถอนใจตาม
“นั่นสิ ชิงเทียนยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม”
“ไม่ใช่แค่งาม ยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย! อายุเพียงห้าขวบก็เป็นศิษย์ของอาจารย์เว่ยแล้ว หลานชายตัวน้อยของข้าอายุห้าขวบ ยังท่องกลอนสักบทให้คล่องไม่ได้เลย”
ต่งซวิ่นชางกล่าวว่า “พวกเจ้ารู้เพียงข้อเดียว แต่ไม่รู้ข้อสอง
“ชิงเทียนมิได้เรียนหนังสือกับอาจารย์เว่ยเท่านั้น ยังเรียนรู้การค้าขายจากแม่นางลวี่ ทั้งยังเรียนภาษาตะวันตกด้วย!
“หรือว่านางคิดจะออกทะเลไปค้าขายกับชาวตะวันตกในภายหน้ากัน?”
ปกติผู้อาวุโสเฉินไม่เคยเอ่ยชมโหยวปินหรืออาสะใภ้ใหญ่เย่ให้ผู้อื่นฟัง แต่กลับเที่ยวชมชิงเทียนไปทั่ว สหายเก่าหลายคนจึงรู้ถึงความเก่งกาจของชิงเทียนเป็นอย่างดี ในหมู่พวกเขา ต่งซวิ่นชางรู้เรื่องนี้มากที่สุด
