พี่น้องสกุลเย่ทั้งสี่กลับถึงเรือน ก็พบว่าอาสะใภ้ใหญ่เย่ปรุงอาหารมื้อค่ำแบบง่าย ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้อาหารเที่ยงจะกินกันจนเกือบหมด แต่ยังมีน้ำแกงตุ๋นเนื้อเหลืออยู่ พอใส่มันฝรั่งกับผักกาดขาวลงไป ก็กลายเป็นหม้อไฟร้อน ๆ ขึ้นมาหม้อหนึ่ง
ผู้ชายตอนเที่ยงดื่มสุรากันมา อีกไม่นานตกค่ำกินน้ำแกงร้อน ๆ เข้าไปท้องก็จะได้สบาย ๆ
เด็ก ๆ แค่ราดน้ำแกงเนื้อลงบนข้าวสวยหนึ่งถ้วย ก็ไม่ต้องมีใครคอยดูแล กินกันเองได้อย่างเอร็ดอร่อย
บางครั้งตักได้เศษเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่เหลือจากหม้อ ก็ดีใจได้ตั้งนาน
ชิงเทียนกำช้อนเล็ก ๆ ที่อาสะใภ้ใหญ่เย่หามาให้ คำแล้วคำเล่ากินอย่างช้า ๆ
มองดูลูกชายสองคนของตนที่ตักข้าวเข้าปากแทบไม่ทัน อาสะใภ้สามเย่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่า “ยังไงก็สาวน้อยดีกว่า ดูชิงเทียนสิกินข้าวเรียบร้อยแค่ไหน ดูอีกสองตัวนี่สิ ลูกหมูตัวเป็น ๆ!”
“ไหนนางเรียบร้อยล่ะ ยังใช้ช้อนไม่ค่อยเป็นหรอก กินเร็วไปก็กลัวเลอะเสื้อผ้า” อาสะใภ้ใหญ่เย่ยิ้ม ๆ แล้วเช็ดเม็ดข้าวที่ติดมุมปากให้ชิงเทียน “นางทะนุถนอมชุดที่ใส่อยู่ชุดนี้จะตาย
“ไม่งั้นเจ้าจะคิดว่าตอนบ่ายที่ชางรุ่ยโดนผลพลับตกใส่หัวแล้วนางร้องไห้เพราะอะไร?
“ก็กลัวตัวเองจะโดนผลไม้ตกใส่ตัวจนเปื้อน เลอะชุดที่อาสะใภ้รองเย็บให้ไงล่ะ”
เย่ชางรุ่ยได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองชิงเทียนทันที สายตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ที่แท้ น้องสาวของตนไม่ได้ร้องไห้เพราะตัวเองถูกผลไม้ตกใส่หรอกหรือ?
มองเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเย่ชางรุ่ย ชิงเทียนก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ จึงเอาความจริงที่เพิ่งตักได้ชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของเย่ชางรุ่ย
นางยิ้มออดอ้อนแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ กินเนื้อ ๆ”
