ปี้รุ่ยกำชับว่า “ท่านแม่ คำเช่นนี้ต่อไปห้ามพูดอีกเด็ดขาด!”
บิดาของปี้รุ่ยเองก็เพิ่งตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว บัดนี้ท่านอ๋องกับพระชายาเพิ่งรับตัวคุณหนูน้อยกลับมา ความผูกพันระหว่างบิดากับบุตรและมารดากับบุตรยังไม่แน่นแฟ้นนักด้วยซ้ำ
“คนพวกนั้นพูดอยู่ทุกวันว่าคุณหนูน้อยยอมรับเพียงปี้รุ่ย นี่ไม่เท่ากับโยนบ้านเราไปย่างบนกองไฟหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว!” ปี้รุ่ยคิดในใจว่าในที่สุดก็มีคนในบ้านเข้าใจความหมายของนางเสียที “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ปิดประตูพูดคุยกัน ข้าจะไม่ปิดบังพวกท่านหรอก
“เหตุที่คุณหนูน้อยให้ข้าอยู่ข้างกาย ก็เพราะนางไม่ชอบให้คนมากมายรายล้อม อีกทั้งใช้ข้าจนเคยมือแล้ว จึงให้ข้าคอยรับใช้อยู่เรื่อยมา
“เรื่องที่ว่าคุณหนูน้อยขาดข้าไม่ได้ ล้วนเป็นข่าวลือที่คนนอกแต่งขึ้นทั้งสิ้น
“หากเรื่องนี้บานปลายจนท่านอ๋องกับพระชายาไม่พอพระทัย เพียงรับสั่งคำเดียวก็สามารถย้ายข้าไปจากข้างกายคุณหนูน้อยได้แล้ว
“ถึงยามนั้นครอบครัวเราก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างแต่ก่อน บางทีอาจแย่กว่าเดิมเสียอีก!”
บิดาของปี้รุ่ยเองก็เข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้แล้ว
“ข้าก็ว่าอยู่ คนพวกนั้นเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้เข้าหาครอบครัวเรานัก ที่แท้ก็มีจุดประสงค์เช่นนี้นี่เอง” เขากล่าวพลางหันไปมองภรรยา “เจ้านี่นะ ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง
“พวกเขาย้ายพวกเรากลับมาที่จวนอ๋อง ก็หมายจะรอดูให้พวกเราทำผิดพลาด แล้วค่อยหาทางจัดการพวกเรา!
“แต่เจ้ากลับไม่ต้องรอให้ใครลงแรง ก็รีบส่งจุดอ่อนให้ถึงมือพวกเขาเองเสียแล้ว”
แม้มารดาของปี้รุ่ยจะยังไม่เชื่อคำของบุตรสาวทั้งหมด แต่เมื่อเห็นแม้แต่สามีเฒ่ายังพูดเช่นนั้น นางก็ห่อเหี่ยวลงในที่สุด
“เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนเช่นไร สมองข้าจะคิดเรื่องซับซ้อนมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร ข้า...”
คราวนี้บิดาของปี้รุ่ยไม่รอให้นางพูดจบ ก็กล่าวตัดบททันทีว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปหาพ่อบ้าน บอกว่าเจ้าไม่สบาย พวกเราสองคนจะกลับไปที่คฤหาสน์ชนบทด้วยกัน แล้วขอร้องเถ้าแก่ให้จัดงานที่ไม่เหน็ดเหนื่อยนักให้
“ส่วนทางจวนอ๋องก็ปล่อยให้เด็ก ๆ พยายามกันเองเถิด
