อาสะใภ้ใหญ่เย่เป็นห่วงชิงเทียนอยู่ในใจ จึงเอาแต่พูดไม่หยุด
เพราะทันทีที่หยุดพูด นางก็อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้
ที่จริงมีหลายเรื่องที่นางพูดซ้ำมาหลายรอบแล้ว แต่นางกลับไม่ทันสังเกต
โชคดีที่พระชายารุ่ยชินอ๋องไม่รู้สึกรำคาญ ยามนี้ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชิงเทียน นางก็ยินดีรับฟังทั้งสิ้น
โดยเฉพาะในยามที่จิตใจว้าวุ่นเช่นนี้ การฟังอาสะใภ้ใหญ่เย่พร่ำพูดกลับทำให้นางรู้สึกสงบใจขึ้นเล็กน้อย
ทว่าขณะที่ฟังอยู่ จู่ ๆ นางก็ได้ยินข่าวที่ทำให้ตกตะลึง
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ใต้ฝ่าเท้าชิงเทียนมีปานหรือ?”
เสียงของพระชายารุ่ยชินอ๋องสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
อาสะใภ้ใหญ่เย่พยักหน้ากล่าวว่า “ใช่แล้ว อยู่กลางฝ่าเท้าขวา เป็นรูปจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ สีแดงสด”
เมื่อครู่อาสะใภ้ใหญ่เย่เล่าไปพลาง น้ำตาก็ไหลพรากไปพลาง พระชายารุ่ยชินอ๋องเองก็ร้องไห้ตามนาง
ครั้นได้ยินเรื่องนี้ พระชายารุ่ยชินอ๋องกลับร้องไห้หนักกว่าอาสะใภ้ใหญ่เย่ในทันที
นางร้องไห้เพราะชิงเทียนต้องเผชิญความทุกข์ยากและลำบากมามากมายตั้งแต่ยังเล็ก
ยิ่งร้องไห้เพราะเด็กที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางไว้ผู้นั้น อาจเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของนางเอง
แต่ถึงกระนั้น พระชายารุ่ยชินอ๋องก็ยังไม่กล้าปักใจเชื่อทั้งหมด อย่างไรเสีย นางรู้เพียงว่าบุตรสาวมีปานอยู่ใต้ฝ่าเท้า ทว่าตอนคลอดบุตร นางเพิ่งผ่านการคลอดมา จึงไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย
แต่ไม่ว่าชิงเทียนจะเป็นบุตรของผู้ใด สิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือออกตามหาตัวนางให้พบโดยเร็ว
รุ่ยชินอ๋องนำคนไปตรวจค้นบริเวณเชิงเขาด้านตะวันออกอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเบาะแสใด ๆ
ทิศทางอื่น ๆ ต่างก็มีคนคุมกำลังไปค้นหา อีกทั้งรุ่ยชินอ๋องยังเป็นห่วงภรรยา หลังจากค้นหาบริเวณเชิงเขาด้านตะวันออกแล้วไม่พบสิ่งใด จึงพาคนกลับมาก่อน
ประการแรกเพื่อสอบถามว่ากองกำลังที่แยกไปค้นหาทางอื่นพบเบาะแสหรือไม่ ประการที่สองก็เพื่อกลับมาดูอาการของพระชายารุ่ยชินอ๋อง
พอกลับมาถึง เขาก็เห็นพระชายารุ่ยชินอ๋องกับอาสะใภ้ใหญ่เย่นั่งประจันหน้ากันร่ำไห้
เมื่อเห็นรุ่ยชินอ๋องกลับมา อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็รีบลุกขึ้น แล้วกลับไปหาคนในตระกูลเย่
รถม้าฝั่งนี้จึงเหลือเพียงสามีภรรยารุ่ยชินอ๋องสองคน
