“เด็กโง่เอ๋ย พูดเช่นนี้ได้อย่างไร!”
เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลโหยวในช่วงนี้แทบจะแพร่ไปทั่วเมืองหลวงแล้ว แม่นางลวี่ย่อมรู้เรื่องนี้เช่นกัน
คาดว่าชิงเทียนคงได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จึงเอ่ยถามเช่นนั้น
หาไม่แล้ว เด็กตัวเล็กเช่นนางจะรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
ช่วงนี้ช่างมีเรื่องราวประดังเข้ามาพร้อมกันเสียจริง
ผู้อาวุโสเฉิน โหยวปิน และพี่น้องตระกูลโหยว ล้วนแสดงให้เห็นด้วยการกระทำว่า สายเลือดอาจมิได้ผูกพันแน่นแฟ้นไปกว่าการรับเลี้ยงดู
ทางชิงเทียนเองก็ต้องเผชิญกับทางเลือกอันยากลำบากเช่นเดียวกัน
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ พี่น้องตระกูลโหยวล้วนเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กลับเลือกทอดทิ้งบิดา ภรรยา กระทั่งบุตรของตน
ส่วนชิงเทียนยังเยาว์วัย ทว่ายังกลัดกลุ้มเพราะไม่อาจตอบแทนทั้งพระคุณผู้ให้กำเนิดและพระคุณผู้เลี้ยงดูได้พร้อมกัน
แม่นางลวี่ยื่นมือไปลูบศีรษะน้อย ๆ ของชิงเทียน ปลอบโยนว่า “เจ้ายังเป็นเด็ก ไม่จำเป็นต้องคิดมากถึงเพียงนั้น ทำตามสิ่งที่เจ้าชอบและทำให้เจ้ามีความสุขก็พอ
“บางเรื่องอาจรอให้เจ้าโตขึ้นอีกหน่อย แล้วคำตอบก็จะปรากฏขึ้นเอง”
เพียงแต่ไม่รู้ว่าจวนรุ่ยชินอ๋องจะยอมให้เวลานางมากเพียงนั้นหรือไม่
ก่อนหน้านี้แม่นางลวี่ไม่เคยคิดเลยว่า ศิษย์ตัวน้อยที่นางรับไว้จะเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของรุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋อง
และไม่รู้ว่าเมื่อชิงเทียนได้กลับคืนสู่ตระกูลแล้ว นางผู้เป็นอาจารย์จะยังเป็นอาจารย์ของชิงเทียนต่อไปได้หรือไม่
อย่างไรเสีย อาจารย์เว่ยก็เป็นบัณฑิตผู้ทรงคุณแห่งยุค หากเขาเป็นผู้สั่งสอนชิงเทียน รุ่ยชินอ๋องกับพระชายาย่อมไม่มีความเห็นใด ๆ
แต่สิ่งที่นางสอนชิงเทียนเล่า?
ภาษาตะวันตก!
ตำราการค้า!
สำหรับบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนอ๋อง วิชาเหล่านี้แทบจัดเป็นศาสตร์พิสดารไร้สาระได้เลย
บางทีวันที่ชิงเทียนกลับเข้าจวนอ๋องอย่างเป็นทางการ อาจเป็นวันที่วาสนาศิษย์อาจารย์ของทั้งสองสิ้นสุดลงก็เป็นได้
ด้วยความกังวลเรื่องนี้และเป็นห่วงชิงเทียน แม่นางลวี่จึงใช้เส้นสายของตน สืบถามท่าทีของฮ่องเต้ต่อเรื่องนี้จากทางอ้อม
ทว่าสืบถามอยู่พักหนึ่ง ข่าวที่ได้รับกลับมาไม่สู้ดีนัก
