อาสะใภ้ใหญ่เย่วางชิงเทียนลงบนรถม้า แล้วพูดด้วยความไม่วางใจนัก “ฮูหยินฉิน หากชิงเทียนไม่เชื่อฟัง...”
แต่ฮูหยินฉินกลับจ้องชิงเทียนจนตาละห้อย ไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียวที่นางพูด
นางคว้ามือเล็กๆ ของชิงเทียนไว้ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เจ้าชื่อชิงเทียนใช่หรือไม่ มาหาข้าให้ดูหน่อยได้ไหม”
ชิงเทียนมองอาสะใภ้ใหญ่เย่ เห็นนางพยักหน้า จึงเดินไปข้างกายฮูหยินฉิน
ฮูหยินฉินโอบนางเข้าไว้ในอ้อมอก พินิจดูอย่างละเอียดแล้วเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเย่ ไม่แปลกที่ข้ารู้สึกว่าสองตระกูลเรามีวาสนาต่อกัน
“ลูกสาวของเจ้า มีหน้าตาคล้ายพี่สาวคนโตของบ้านข้าตอนเด็กๆ อยู่เจ็ดแปดส่วน
“ต่อให้เล่าหนังสือนิทานก็ไม่มีความบังเอิญขนาดนี้!
“ฝากเด็กไว้กับข้า เจ้าวางใจได้เลย!”
เห็นว่าฮูหยินฉินชื่นชอบชิงเทียนอย่างแท้จริง อาสะใภ้ใหญ่เย่จึงวางใจลงบ้าง
ชิงเทียนนั่งรถม้าเป็นครั้งแรก นางคิดว่าเกวียนล่อตอนเช้าดีที่สุดแล้ว ทั้งกันลมกันฝนได้ นั่งข้างในก็อบอุ่น
พอลองมานั่งรถม้าแล้วถึงได้รู้ ยังมีที่ที่สบายขนาดนี้อีก
รถม้าตระกูลฉินเมื่อมองจากด้านนอกก็เพียงดูหรูหราประณีตกว่าเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ว่าภายในกลับงดงามยิ่งกว่า
ภายในรถปูพรมเนื้อดีมีลวดลาย ฝาผนังทั้งสี่ด้านหุ้มด้วยผ้าสักหลาดหนา จะนอนหรือจะพิงก็แสนนุ่มนวลอบอุ่น ไม่ต้องกังวลว่าจะกระแทกถูกอะไร
บนพรมวางหมอนนุ่มปลอกปักลวดลายไว้หลายใบ ให้เจ้านายหยิบใช้ได้ตามใจ
กลางรถมีโต๊ะสี่เหลี่ยมวางอยู่ โต๊ะนี้น่าจะติดอยู่กับตัวรถ เพราะเวลารถม้าเคลื่อนที่ โต๊ะก็ตั้งมั่นคงอยู่เสมอ
