ฉินเฮ่อเซวียนจัดการทุกอย่างได้รวดเร็ว พอเตรียมตัวเรียบร้อยก็ไปหาฮูหยินฉิน
การเข้าวังของฮูหยินฉินต้องแต่งกายตามยศศักดิ์ด้วยเครื่องแต่งกายของสตรีขุนนาง ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับผมล้วนมีขั้นตอนยุ่งยาก
ยามนี้เวลาก็กระชั้นชิด สาวใช้เจ็ดแปดคนจึงรุมล้อมนางทั้งบนล่าง คอยช่วยจัดแจงกันวุ่นวาย
กว่าจะสวมใส่เครื่องแต่งกายเสร็จเรียบร้อย มารดากับบุตรก็รีบขึ้นรถม้าเข้าวัง
โชคดีที่ฮองเฮาคงมีรับสั่งไว้ ระหว่างทางเข้าวังจึงราบรื่นตลอด
อีกทั้งผู้ที่ถูกเรียกเข้าวังคราวนี้ก็ไม่มีผู้อื่น จึงไม่ต้องรอรับพระราชโองการ พอถึงที่หมาย ขันทีที่มารอรับก็พาพวกนางเข้าไปทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเฮ่อเซวียนเข้าวัง เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องรอให้ถึงปีใหม่จึงจะได้ติดตามบิดามารดามา ไม่คาดว่ากลับได้เข้าวังก่อนกำหนดอย่างกะทันหัน
ยามนี้ใกล้กลางเดือนสิบแล้ว คนในวังต่างเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าแพรป่านกันหมด
ฉินเฮ่อเซวียนแม้จะใคร่รู้เรื่องพระราชวังอยู่บ้าง แต่ก็ข่มความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้เป็นอย่างดี เดินตามหลังฮูหยินฉินอย่างใกล้ชิด สายตาจับจ้องเพียงพื้นเบื้องหน้า ไม่เหลียวมองสิ่งใดไปทั่ว ทำให้ขันทีที่รู้ว่าเขาเพิ่งเข้าวังเป็นครั้งแรกอดชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้
ส่วนฮูหยินฉินนั้นเข้าเฝ้าในวังอยู่เป็นครั้งคราว ขันทีในตำหนักฮองเฮาจึงพอจะคุ้นเคยกับนางและพูดคุยกันได้บ้าง
“คุณชายน้อยฉินอายุยังน้อย แต่กลับมีความสุขุมเยือกเย็นเช่นเดียวกับใต้เท้าฉินเสียแล้ว!”
เมื่อได้ยินว่าบุตรชายได้รับคำชม ฮูหยินฉินก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าปิดไม่มิด ทว่าปากยังถ่อมตนว่า “สุขุมเกินไปต่างหาก ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาสมวัยเด็กเลย”
“ฮูหยินฉินถ่อมตนเกินไปแล้ว” ขันทีเอ่ยกับฮูหยินฉินด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
แม้จะมิได้ประจบสอพลอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าตั้งใจผูกไมตรี
ถึงอย่างไรยามนี้ฉินซงอิ้นก็เป็นคนโปรดเบื้องพระพักตร์ แม้ได้รับพระเมตตาอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่เคยวางท่าหยิ่งผยอง ยังคงสุขุมรอบคอบและทำงานคล่องแคล่วเช่นเดิมมาหลายปี
คนในวังต่างมองออก ขอเพียงฉินซงอิ้นรักษาสภาพเช่นนี้ไว้ได้ พระเมตตาที่ได้รับย่อมยืนยาวอย่างแน่นอน
เมื่อพิจารณาบุตรชายทั้งสามของฮูหยินฉินอีกครั้ง
