ทุกคนต่างมีธุระของตน หลังจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ยายเย่เสร็จแล้ว จึงไม่มีใครอยู่ต่อ วันรุ่งขึ้นก็พากันเร่งเดินทางกลับเมืองหลวง
ชิงเทียนเอาแต่คิดถึงคำพูดของยายเย่ตั้งแต่เมื่อวาน
เพียงแต่ที่บ้านมีคนอยู่ตลอด แม้แต่กลางคืนก็ยังต้องนอนเบียดกับอาสะใภ้รองเย่และอาสะใภ้สามเย่บนเตียงเตา
ระหว่างเดินทางกลับ ในรถม้าก็มีคนอื่นอยู่ด้วย
นางจึงหาโอกาสเหมาะ ๆ ที่จะอยู่ตามลำพังแล้วพูดความในใจกับเย่เหล่าต้าและอาสะใภ้ใหญ่เย่ไม่ได้เสียที
คงต้องรอให้กลับถึงจวนเฉินก่อนค่อยว่ากัน
เมื่อคิดตกแล้ว ชิงเทียนก็หมดห่วง ตลอดทางจึงจดจ่ออยู่กับการเล่นหมากสองลู่กับฉินเฮ่อเซวียน
ใครจะรู้ว่าทันทีที่รถม้าแล่นเข้าตรอก ห่างออกไปก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าจวนเฉิน
สารถีของจวนฉินสายตาเฉียบคม มองเห็นชายเสื้อขันทีจากระยะไกล
“คุณชายน้อย ดูเหมือนจะมีคนจากวังมาขอรับ”
คนจากวังหรือ?
ฉินเฮ่อเซวียนมือสั่น ลูกเต๋าพลันร่วงลงบนโต๊ะ กลิ้งออกมาได้หกแต้ม
“อ๊ะ พี่ฉินชนะแล้ว!” ชิงเทียนร้องอย่างเสียดาย
เดิมทีนางเกือบจะชนะอยู่แล้วแท้ ๆ!
ใครจะคิดว่าช่วงท้ายฉินเฮ่อเซวียนจะโชคดีถึงเพียงนี้
ยามนี้ฉินเฮ่อเซวียนกลับไม่ใส่ใจเรื่องแพ้ชนะแม้แต่น้อย
ในหัวของเขามีแต่ความคิดว่า คนจากวังมาแล้ว มาด้วยเหตุใดกัน?
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด รถม้าก็มาหยุดหน้าจวนเฉินแล้ว
ฉินเฮ่อเซวียนเห็นใบหน้าขันทีชัดเจน จึงรู้ว่าเป็นหวังเวย ขันทีใหญ่ข้างกายฮ่องเต้ หัวใจของเขายิ่งบีบรัด
“ข้าถึงบ้านแล้ว” ชิงเทียนไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ก่อนลงจากรถยังโบกมือให้คนในรถ “ท่านอาจารย์ พี่ฉิน พรุ่งนี้พบกัน”
หวังเวย รออยู่ที่จวนเฉินมาครึ่งค่อนวันแล้ว
เพียงเห็นชิงเทียนแวบแรก เขาก็รู้ทันทีว่านางคือคนที่ตนกำลังรอ
ใบหน้านี้เรียกได้ว่าถอดเอาข้อดีของรุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋องมาไว้ครบถ้วน
ไม่รู้จริง ๆ ว่าเมื่อก่อนเหตุใดจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่หวังเวยกลับลืมไปว่า เขามองชิงเทียนโดยมีความคิดอยู่ก่อนแล้วว่านางเป็นบุตรของรุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋อง จึงเห็นว่านางคล้ายทั้งสองไปเสียทุกส่วน
