ชิงเทียนเพิ่งจะขึ้นเขาเก็บวอลนัทเป็นครั้งแรก นางเคยเห็นแต่คนอื่นเก็บกลับมาโขกเปลือกนอกทิ้งแล้วนำไปตากไว้ข้างทาง มันแตกต่างจากที่กลิ้งออกมาตรงหน้าตรงนี้โดยสิ้นเชิง
“ใช่แล้ว อย่างนี้น่ะ” เย่เซี่ยงเหลยพยักหน้า
“แต่ไม่เหมือนกับที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้เลย” ชิงเทียนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“วอลนัทมันมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ต้องทุบเปลือกนอกออกไปก่อนถึงจะเห็นหน้าตาที่เรารู้จัก”
พอพูดจบ เย่เซี่ยงเหลยก็หยิบก้อนหินขึ้นมาจากข้าง ๆ วางวอลนัทที่ชิงเทียนเพิ่งเก็บได้ลงบนพื้น ยกก้อนหินขึ้นมาทุบลงไป
เปลือกนอกของวอลนัทหลุดออกตามแรงทุบ เผยให้เห็นเปลือกแข็งขรุขระเป็นร่องอยู่ข้างใน
ชิงเทียนหยิบวอลนัทขึ้นมาดูอย่างละเอียด “เล็กจังเลย ข้างในมีเนื้อไหมเนี่ย?”
“พี่ใหญ่จะทุบให้กินเอง” เย่ชางรุ่ยได้ยินชิงเทียนถาม ก็หยิบก้อนหินขึ้นมา อยากจะช่วยทุบวอลนัทให้
“อย่า อย่า อันนี้ไม่ใช่เอาไว้กิน” เย่เซี่ยงเหลยรีบเข้าห้าม “วอลนัทอันนี้ต้องเอาไปดู...”
พูดยังไม่ทันจบ ก็เบิกตากว้าง
เห็นเพียงวอลนัทเล็ก ๆ ในมือชิงเทียน ไม่เพียงแต่ว่าทรงอวบอ้วนสมบูรณ์ แต่โดยรอบยังมีแปดสันอย่างชัดเจนและสมมาตร
ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นจิงปาเหลิ่งที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ก็ในร้านขายของสะสมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
จิงปาเหลิ่ง ตามชื่อก็หมายถึง วอลนัทป่าที่เกิดในภูเขาใกล้เมืองหลวง มีแปดสันตามลำตัว
ยิ่งสภาพสวยงามและยิ่งเล็กเท่าไรก็ยิ่งมีค่า คนแก่คนหนุ่มในเมืองหลวงต่างก็ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
วอลนัทเล็ก ๆ ในมือชิงเทียนในยามนี้ เป็นจิงปาเหลิ่งที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ
“ชิงเทียน เจ้าโชคดีจริง ๆ อันนี้อย่างน้อยก็ขายได้ครึ่งตำลึง” เย่เซี่ยงเหลยตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย “แล้วยิ่งเก็บได้มากเท่าไร เงินก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ
“ถ้าหากสามารถรวมเป็นหนึ่งพวงสิบแปดลูกได้ล่ะก็ จะมีค่ามหาศาลเลยทีเดียว!”
พอได้ยินว่าวอลนัทนี้มีค่า ชิงเทียนก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
นางไม่รังเกียจอีกต่อไปว่าวอลนัทเล็กและไม่มีเนื้อ ก่อนหน้านี้รีบโยนวอลนัทลงในตะกร้า แล้วหยิบกิ่งไม้ขึ้นมา ขยันค้นหาต่อไปอย่างแข็งขัน
เย่เซี่ยงเหลยเห็นดังนั้นก็หัวเราะ “ไม่เห็นจะรู้เลยนะว่า ชิงเทียนของเรากลายเป็นตังเมน้อยไปเสียแล้ว!
