“พี่ใหญ่เฉิง เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เย่เหล่าต้ารีบประคองเถ้าแก่เฉิงให้ลุกขึ้น ปลอบอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะทำให้อีกฝ่ายคลายความตื่นตระหนกลงได้บ้าง
เถ้าแก่เฉิงเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วกล่าวว่า “น้องเย่ เพียงความสุขุมของเจ้า ข้าก็สู้ไม่ได้แล้ว”
ที่จริงเย่เหล่าต้าก็ใช่ว่าจะไม่ตื่นเต้นแม้แต่น้อย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภรรยาและบุตรสาวของตนเคยเข้าเฝ้าฮ่องเต้มาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าฮ่องเต้คงมิได้น่ากลัวถึงเพียงนั้น
อีกด้านหนึ่ง เทียบเชิญที่รุ่ยชินอ๋องให้คนนำเข้าไปในวังได้รับคำตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
สำหรับเขาแล้ว เรื่องนี้เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น ฮ่องเต้ไม่เคยปฏิเสธคำขอเข้าเฝ้าของเขามาก่อน
รุ่ยชินอ๋องจึงไม่รอช้า สั่งให้เตรียมรถม้า แล้วพาเย่เหล่าต้ากับเถ้าแก่เฉิงเข้าวัง
ชิงเทียนกังวลว่าเย่เหล่าต้าจะตื่นเต้นเกินไปเมื่อได้พบฮ่องเต้ จึงอาสาติดตามเข้าไปในวังด้วย
เย่เหล่าต้ากับเถ้าแก่เฉิงนั่งอยู่ในรถม้าของจวนรุ่ยชินอ๋อง ยิ่งเข้าใกล้ประตูวัง ทั้งคู่ก็ยิ่งประหม่า
แม้แต่เย่เหล่าต้าที่เดิมยังพอสงบอยู่ก็เริ่มรู้สึกคอแห้ง ปากแห้ง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากไม่หยุด
เถ้าแก่เฉิงยกมือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากอีกครั้ง ไม่รู้ว่าอากาศหนาวเช่นนี้เขาไปเอาเหงื่อมากมายมาจากที่ใด
“เฮ้อ คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าข้าจะได้อาศัยบารมีเจ้าเข้าเฝ้าฮ่องเต้พร้อมกัน
“หากท่านพ่อรู้เข้า คงตื่นเต้นจนแทบสิ้นใจ
“เมื่อก่อนท่านชอบพูดว่า หากสุสานตระกูลไม่เกิดควันเขียว ชาตินี้ข้าคงไม่มีวันได้ดี
“คราวนี้กลับไป ข้าจะถามท่านผู้เฒ่าให้กลับบ้านเกิดไปดูเสียหน่อย ว่าสุสานตระกูลเกิดควันเขียวจริงหรือไม่”
ด้วยความประหม่า เถ้าแก่เฉิงจึงพูดไม่หยุดมาตลอดทาง
เมื่อรถม้าของจวนรุ่ยชินอ๋องจอดลงนอกประตูวัง เถ้าแก่เฉิงก็ราวกับถูกคนบีบคอฉับพลัน เสียงเงียบหายไปในทันที
เย่เหล่าต้าลงจากรถก่อน แล้วหันกลับไปประคองเถ้าแก่เฉิงไว้ด้วยความรอบคอบ
มิฉะนั้นเถ้าแก่เฉิงคงเข่าอ่อนแล้วทรุดลงไปคุกเข่าอีกเป็นแน่
ชิงเทียนลงจากรถม้าของรุ่ยชินอ๋องเช่นกัน ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาเย่เหล่าต้าแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน ไม่ต้องกลัว”
