“ในเมื่อเขาเป็นคนดี เหตุใดจึงไม่ส่งเจ้ากลับมา แต่กลับปล่อยให้ตกอยู่ในมือพวกเราเล่า?”
ฝูหรงเยว่ก้าวขึ้นมาสองสามก้าว ก่อนผลักไหล่ชิงเทียนอย่างแรง
ชิงเทียนยังเยาว์วัย ทั้งยังเตี้ยกว่าฝูหรงเยว่เกือบครึ่งศีรษะ เมื่อถูกผลักจึงเซถอยหลังไปหลายก้าว เกือบล้มลงกับพื้น
เหตุการณ์นี้ทำให้นางนึกถึงตอนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนอกด่าน เมื่อครั้งนั้นเพราะคู่สามีภรรยาซ่านเหล่าต้าไม่ใส่ใจนาง เด็กหลายคนในหมู่บ้านจึงมักรังแกนาง
ก่อนหน้านี้พี่ฉินบอกว่า หากถูกกลั่นแกล้งก็ให้ไปบอกเขา ทว่ายามนี้เขาไม่อยู่แล้ว เมื่อกลับไปเมืองหลวงในภายหน้า นางคงยิ่งไม่มีโอกาสได้พบเขาอีก
ชิงเทียนอยากร้องไห้อยู่บ้าง แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้
ดวงตาของนางแดงก่ำ เงยหน้าจ้องฝูหรงฉีกับฝูหรงเยว่
“เจ้ามองเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” ฝูหรงฉียกมือขึ้นสูง
ชิงเทียนก้มหน้าหดคอโดยไม่รู้ตัว ยกแขนขึ้นปกป้องศีรษะ
เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากไม่ทำเช่นนี้ นางคงถูกตบเข้าที่ใบหน้า
หากเป็นเช่นนั้น เมื่อกลับไปบิดามารดาก็จะเห็นรอยแผล
บิดามารดาคงต้องเสียใจเป็นแน่
ทว่าฝ่ามือที่คาดว่าจะฟาดลงมาไม่ได้ตกกระทบ กลับมีคนช้อนนางขึ้นมาในอ้อมแขน
ชิงเทียนค่อย ๆ ลืมตา มองผ่านช่องว่างระหว่างแขนอย่างระมัดระวัง ก่อนพบว่าคนที่อุ้มนางไว้กลับเป็นฉินเฮ่อเซวียน
“พี่ฉิน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เล่า?”
สีหน้าของฉินเฮ่อเซวียนย่ำแย่อย่างยิ่ง ซงเทายืนอยู่ด้านหลังเขา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อครู่ซงเทารีบรุดกลับไปปรนนิบัติฉินเฮ่อเซวียนเปลี่ยนอาภรณ์ พอถูกถามว่าส่งชิงเทียนถึงมือบิดามารดาแล้วหรือไม่ เขากลับพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบเช่นไร
ฉินเฮ่อเซวียนมองปราดเดียวก็รู้ว่ามีปัญหา ครั้นได้ยินว่าซงเทาเพียงพาชิงเทียนไปวางไว้ตรงทางแยกที่ไม่ไกลจากครัวหลังร้าน เขาก็ไม่ทันเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยซ้ำ รีบมาที่นี่ในทันที
พอมาถึงก็เห็นฝูหรงฉีกำลังจะลงมือทำร้ายคน
ฉินเฮ่อเซวียนรีบวิ่งเข้าไป ปัดมือของฝูหรงฉีจนกระเด็น ก่อนอุ้มชิงเทียนไว้ในอ้อมแขน
เมื่อเห็นชิงเทียนตกใจจนยกมือกุมศีรษะ แอบมองผ่านช่องว่างอย่างระมัดระวัง ฉินเฮ่อเซวียนทั้งโกรธทั้งปวดใจ
“ชิงเทียนอย่ากลัว เป็นข้าเอง”
