ในห้องข้างฝั่งตะวันตกโต๊ะนี้ เพราะคนน้อยกว่าห้องอื่นอยู่บ้าง ขาหมูจึงเหลือเกินมาสองชิ้น
พึ่งเริ่มยกอาหารขึ้นโต๊ะ หวงเยว่ผิงก็ยังพูดว่าอีกไม่กี่วันตนจะได้แต่งงานแล้ว ไม่กล้ากินขาหมู กลัวว่าอ้วนแล้วใส่ชุดแต่งงานไม่เข้าก็จะจบกัน
แต่พอเห็นคนอื่นกินอย่างเอร็ดอร่อย เจียงชิวอี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ นางยังจงใจพูดไม่หยุดว่า “อุ้ย! หอมจริงๆ นี่คือขาหมูที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลย!”
คนอื่นๆ ที่โต๊ะต่างก็พูดตาม
เจียงชิวอี๋กินชิ้นหนึ่งหมด ยื่นมือไปคีบอีกชิ้นหนึ่ง มาทำท่าจะโยกเยกใต้จมูกของหวงเยว่ผิง
“ไม่กินจริงๆ หรือ? ถ้าไม่กิน พวกเราก็กินหมดแล้วนะ! อย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ!”
“เสียใจ ตอนนี้ข้าก็เสียใจแล้ว!” หวงเยว่ผิงพูดจบ ก็คว้าทัพพี ตักทั้งน้ำทั้งถั่วทั้งขาหมูเต็มทัพพีหนึ่งใส่ชาม
หลังจากชิมขาหมูชิ้นหนึ่ง หวงเยว่ผิงก็มีความสุขจนต้องหรี่ตามอง
มันอร่อยเกินไปแล้ว!
ไม่มีกลิ่นคาวเหมือนขาหมูที่กินปกติเลยแม้แต่น้อย ทั้งหอมทั้งนุ่ม พอละลายในปากก็ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองจะลอยขึ้นไปบนก้อนเมฆ
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าขาหมูจะทำได้อร่อยขนาดนี้
ตอนนี้ในชามเหลือขาหมูอยู่สองชิ้น ชิ้นใหญ่กับชิ้นเล็ก สายตาหลายคู่บนโต๊ะต่างจ้องมอง แต่ใครก็ไม่กล้ายื่นตะเกียบลงไป
ฉินเสี่ยวฟางเล็งชิ้นที่ใหญ่กว่าไว้ จึงหยิบทัพพีขึ้นมา พลางพูดว่า “ข้าขอลองชิมถั่วเหลืองข้างล่างนี้หน่อยว่ารสชาติเป็นยังไง”
นางคิดจะเรียนแบบหวงเยว่ผิงเมื่อครู่นี้ ตักขาหมูชิ้นหนึ่งใส่ชามตัวเองโดยตรง
ใครจะรู้ว่าเจียงชิวอี๋กลับลงตะเกียบพร้อมกับนางพอดี คีบขาหมูชิ้นใหญ่ไปได้ทันที
ฉินเสี่ยวฟางไม่พอใจนัก คิดว่าเจียงชิวอี๋ไม่มีน้ำใจเป็นเจ้าบ้านเลยแม้แต่น้อย ยังจะมาแย่งของกินกับแขกอีก
แต่ใครจะรู้ว่าเจียงชิวอี๋ไม่ได้เอาตะเกียบกลับเข้าชามตัวเอง หากแต่เอาขาหมูไปวางไว้ในชามของเด็กหญิงอีกคนหนึ่งบนโต๊ะ
“หลี่เยี่ยน เจ้าอายุน้อยที่สุด ตอนนี้กำลังโต พอดีเลย เจ้ากินเถอะ”
การจัดการเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็หาข้อตำหนิไม่ได้
ฉินเสี่ยวฟางก็พูดไม่ออก ทำได้เพียงเปลี่ยนทิศทางทัพพีในมือ เตรียมจะตักขาหมูชิ้นสุดท้ายขึ้นมา
ใครจะรู้ว่าหวงเยว่ผิงกลับมาวุ่นวายกับนางอีก คีบขาหมูขึ้นมาใส่ชามของเจียงชิวอี๋
