อาสะใภ้ใหญ่เย่ได้ยินก็ยิ้มพร้อมเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าคงต้องอาศัยคำอวยพรของท่านทั้งสองแล้วล่ะ”
หลายคนในครัวหลังร้าน ใช้ซุปที่เหลือเป็นน้ำจิ้มลวกผักกินเล่น
อาสะใภ้สามเย่ หลินอวี้เหมย และเฟิงเยว่หยิง ต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงเมื่อได้ลิ้มรสคำแรก
หลินอวี้เหมยเพิ่งชิมน้ำซุปได้คำเดียวก็อุทานเสียงดังว่า “ข้าว่าไว้แล้วว่าอย่างไรเล่า ต่อให้น้ำซุปเข้มข้นก็ยังทำรสชาติออกมาได้ถึงเพียงนี้ นางโหยวช่างเก่งกาจเหลือเกิน”
“ข้าทำงานเป็นแม่ครัวช่วยมาสิบกว่าปี เพิ่งเคยได้ดื่มน้ำซุปเข้มข้นที่หอมเข้มข้นเช่นนี้เป็นครั้งแรก”
เฟิงเยว่หยิงแม้ไม่ได้พูดแต่ก็มีสีหน้าเอร็ดอร่อย พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหลินอวี้เหมย
อาสะใภ้สามเย่เอ่ยว่า “แม้แต่ข้ายังไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะซ่อนฝีมือไว้ขนาดนี้”
หลินอวี้เหมยถาม “นางโหยวปกติอยู่บ้านไม่เคยทำหรือ”
อาสะใภ้ใหญ่เย่เอ่ยอย่างจนใจ “หม้อซุปหม้อนี้ใช้ขาหมู แฮม กระเพาะหมู เป็ด และไก่อีกหลายตัว อาหารเพียงเท่านี้ปกติที่บ้านจะกินกันไหวหรือ”
“ก็จริง” หลินอวี้เหมยพยักหน้า “หากไม่ใช่งานชมดอกไม้ ท่านหยวนไว่ในยามปกติยังไม่เห็นจะกินดีอยู่ดีถึงเพียงนี้ แล้วพวกเราชาวบ้านทั่วไปจะต้องพูดถึงอีกหรือ”
อาสะใภ้ใหญ่เย่กินไปพลางก็นึกถึงที่เจียงหยวนไวเอ่ยไว้เมื่อครู่ จึงเอ่ยกับอาสะใภ้สามเย่ว่า “พรุ่งนี้ท่านหยวนไว่มีธุระต้องออกนอกเมือง ให้พวกเราหยุดหนึ่งวัน เอาไว้กลับไปเรียกพี่ใหญ่ของเจ้า ไปดูเย่เหล่าซานด้วยกัน แล้วเอาเสื้อผ้าเครื่องนอนไปส่งให้เขาด้วย ใกล้จะหนาวเข้าไปทุกที รีบส่งไปเสียแต่เนิ่นๆ กันไม่ให้อากาศเย็นลงแล้วถูกความหนาวเล่นงาน”
หลินอวี้เหมยได้ยินก็ถามด้วยความสงสัย “พี่สามก็อยู่ในเมืองด้วยหรือ เขาทำงานอยู่ที่ไหนกัน”
“อยู่ที่โรงช่างไม้แห่งหนึ่ง ข้าก็จำชื่อไม่ได้หรอก รู้แต่ว่าอยู่บนถนนซิงหวัง” อาสะใภ้สามเย่เอ่ยว่า “พรุ่งนี้ไปแล้วค่อยๆ สืบดูก็คงรู้เอง”
“ถนนซิงหวัง หรือว่าจะเป็นโรงช่างไม้จางจี้” จู่ๆ หลินอวี้เหมยก็ตื่นเต้นขึ้นมา “สามีข้าเองก็ทำงานอยู่ที่นั่น พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง”
“มีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้ด้วยหรือ” อาสะใภ้สามเย่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกันถึงเพียงนี้
