ก่อนหน้านี้รุ่ยชินอ๋องจ้องลายปักบนผ้าโพกศีรษะผืนนั้นอยู่นาน ชิงเทียนซึ่งอยู่ข้างกายเขาจึงพลอยมองตามไปด้วยครู่ใหญ่
แม้จะไม่รู้ว่ารุ่ยชินอ๋องจ้องอักษรตัวนั้นจนเหม่อลอยด้วยเหตุใด แต่ชิงเทียนกลับจดจำอักษรตัวนั้นไว้ในใจอย่างแม่นยำ
ยามนี้นางถูกพระชายารุ่ยชินอ๋องจูงมือ ยืนอยู่ด้านนอกตำหนัก
หน้าประตูตำหนักใหญ่แขวนม่านลูกปัดเอาไว้ ตามปกติแล้ว หากยืนอยู่ตรงนี้ย่อมมองไม่เห็นสถานการณ์ภายในตำหนัก
แต่ชิงเทียนยังเล็กและตัวเตี้ย จากมุมที่นางยืน แม้จะมองไม่เห็นฮองเฮา ทว่ากลับเห็นชายอาภรณ์กับกระโปรงของผู้ที่นั่งอยู่ด้านล่างและกำลังสนทนากับฮองเฮาได้พอดี
ที่ชายอาภรณ์ของคนผู้นั้น ปักอักษรไว้หนึ่งตัว
พระชายารุ่ยชินอ๋องได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า เอียงหูฟังเสียงสนทนาภายในตำหนัก
พอดีได้ยินฮองเฮาตรัสว่า “ช่วงนี้พระปิตุจฉาผอมลงไปบ้าง เหล่าบ่าวไพร่ปรนนิบัติไม่ดีหรือ?”
“วันนี้เสด็จเข้าวังพอดี ให้หมอหลวงตรวจชีพจรถวายเถิด หากต้องการสมุนไพรบำรุงใด ก็เบิกจากในวังไปใช้ได้โดยตรง”
พระชายารุ่ยชินอ๋องฟังแล้วก็ทราบทันทีว่าผู้ที่อยู่ในตำหนักคือองค์หญิงใหญ่
นับแต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนสวรรคต องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มปักอักษร “ผิง” ด้วยเส้นไหมสีเดียวกับเนื้อผ้าไว้ตรงชายอาภรณ์
นั่นคือชื่อที่ฮ่องเต้ผู้ปฐมบรรพชนทรงตั้งให้ในคราวนั้น การปักชื่อนี้ไว้ตรงชายอาภรณ์นับเป็นวิธีหนึ่งที่องค์หญิงใหญ่ใช้เตือนอดีตไทเฮาและฮ่องเต้
เพื่อมิให้ผู้คนลืมว่านางเป็นพระขนิษฐาที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนโปรดปรานที่สุด ทั้งยังแทบจะยกความไม่พอใจที่ผู้อื่นมีต่อนางให้กลายเป็นการลบหลู่ฮ่องเต้พระองค์ก่อน
