หลังออกจากสำนักยุทธ์ของเถ้าแก่เฉิง
เย่เหล่าต้าเหลือบมองดวงตะวันที่อยู่เหนือศีรษะ กะเวลาในใจคร่าว ๆ ก่อนตัดสินใจหิ้วหีบใบเล็กตรงไปยังประตูข้างของจวนฉิน
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เมืองหลวง เย่เหล่าต้ามักมารับส่งชิงเทียนที่นี่อยู่เสมอ จึงคุ้นเคยกับคนเฝ้าประตูหลายคนของจวนฉินเป็นอย่างดี
ดังนั้นเมื่อเห็นเขามาถึงหน้าประตู คนเฝ้าประตูที่เข้าเวรอยู่ในวันนี้ก็รีบออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม “พี่ใหญ่เย่ ไม่ได้พบกันหลายวันแล้ว ไม่ทราบว่าไปทำมาหากินที่ใดมาหรือ?”
เย่เหล่าต้ารีบตอบว่า “ร่ำรวยอะไรกัน ข้าเพียงออกเดินทางไปคราหนึ่ง ช่วงนี้ไปนอกด่านกับสหายเพื่อหาของป่ามาบ้าง
“นี่อย่างไร วันนี้เพิ่งกลับมา ยังไม่มีเวลาได้กลับบ้านด้วยซ้ำ
“เห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว จึงรีบมารับชิงเทียนก่อน
“ข้าบอกตามตรงนะ ออกไปข้างนอกหลายเดือน คิดถึงจนแทบทนไม่ไหว กลางคืนยังฝันถึงลูกสาวอยู่ทุกคืน”
คนเฝ้าประตูยิ้มประจบ “ท่านออกไปนาน ย่อมไม่รู้เรื่องเป็นธรรมดา
“องค์หญิงไม่ใช้ประตูข้างที่พวกเราเฝ้ากันแล้ว ทุกครั้งเข้าออกล้วนผ่านประตูใหญ่ของจวน”
เมื่อฐานะของชิงเทียนเปลี่ยนไป เรื่องนี้ก็ย่อมสมเหตุสมผล
ต่อหน้าองค์หญิงแล้ว จวนฉินจะนับเป็นสถานที่ใด ใครจะกล้าให้องค์หญิงเข้าทางประตูด้านข้างหรือประตูเล็ก?
ย่อมต้องเปิดประตูใหญ่ต้อนรับองค์หญิงอย่างสมเกียรติ!
โดยเฉพาะช่วงหลังจากชิงเทียนได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิงจากฮ่องเต้ใหม่ ๆ แทบทุกเช้าที่นางถูกส่งมาถึง คนรับใช้ของจวนฉินก็ยืนเต็มอยู่ภายในประตู เพื่อรอต้อนรับนาง
หากฉินซงอิ้นอยู่บ้าน เขาก็จะออกมาต้อนรับด้วยตนเองเช่นกัน
วันแรกชิงเทียนยังนึกว่าเป็นเพียงพิธีการอย่างหนึ่ง จึงไม่ได้ใส่ใจ
ใครจะรู้ว่าวันต่อ ๆ มาก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน
ชิงเทียนอดทนอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว
นางลาหยุดติดต่อกันหลายวัน
ฉินเฮ่อเซวียนนึกว่านางป่วย จึงตั้งใจซื้อของไปเยี่ยม พอพบว่านางไม่ได้ป่วย แต่กลับรู้สึกต่อต้านการไปเรียนที่จวนฉินอยู่ไม่น้อย
หลังฉินเฮ่อเซวียนซักถามและพูดคุยอย่างไม่ย่อท้อ ชิงเทียนจึงยอมเล่าเรื่องออกมาในที่สุด
“เหตุใดทุกครั้งที่ข้าไป จึงมีคนมากมายยืนอยู่หน้าประตูคอยมองข้า? ข้าไม่ชอบแบบนี้ ข้ายังชอบเหมือนเมื่อก่อนมากกว่า
