แม้ฮูหยินฉินอยากสนิทสนมกับบุตรชาย แต่จนใจที่ฉินเฮ่อเซวียนมีท่าทีเย็นชา ไม่กระตือรือร้นแม้แต่น้อย ทั้งยังคล้ายจะเริ่มหงุดหงิดอยู่บ้างเพราะชิงเทียนวางตัวไม่เป็นธรรมชาติ
นางจึงได้แต่ให้เยว่เถานำเสื้อผ้ามา ก่อนกล่าวว่า “เสื้อผ้าของอาสะใภ้รองเย่ตัดเสร็จแล้ว ลองสวมดูเถิด หากตรงไหนไม่พอดี ยังให้นางแก้ไขได้”
ฉินเฮ่อเซวียนไม่ค่อยอยากลองเสื้อผ้า
เมื่อก่อนยามอยู่นอกด่าน ผู้คนต่างแต่งกายเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน โดยมากเน้นความคล่องตัวเป็นหลัก
แม้ทุกปีฮูหยินฉินจะส่งข้าวของเป็นหีบห่อไปให้บุตรชายถึงนอกด่าน ทว่าฉินเฮ่อเซวียนแทบไม่เคยสวมอาภรณ์หรูหราซับซ้อนเหล่านั้น นอกจากช่วงเทศกาลปีใหม่และวันสำคัญ
แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง เขาจึงพบว่าความฟุ่มเฟือยของผู้คนที่นี่ ยิ่งกว่าชุดที่มารดาเคยตัดให้เขาเสียอีก
แม้เขาจะวางตัวตามมารยาทอย่างครบถ้วน จนผู้ใดก็หาข้อตำหนิไม่ได้
แต่แท้จริงแล้ว เขาไม่ชอบสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย
ทว่าบัดนี้ฮูหยินฉินกลับจับจุดอ่อนของเขาได้เป็นอย่างดี พอเห็นสีหน้าเริ่มไม่สบอารมณ์ นางก็รีบชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า “ชิงเทียนก็อยากเห็นพี่ชายฉินสวมเสื้อใหม่มิใช่หรือ? เนื้อผ้าชุดนี้ชิงเทียนของพวกเรายังเป็นคนเลือกเองด้วยนะ!”
ฉินเฮ่อเซวียนเห็นชิงเทียนมองตนด้วยดวงตาเป็นประกาย จึงได้แต่ปล่อยข้อมือนางแล้วลุกขึ้นกล่าวว่า “นั่งดี ๆ ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า มือเพิ่งทายา อย่าเอาไปจับโน่นแตะนี่”
“ได้!” ชิงเทียนตอบเสียงนุ่ม
ฉินเฮ่อเซวียนเดินไปหลังฉากกั้น ไม่นานก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินออกมา
ช่วงเวลาหลังจากเขากลับถึงเมืองหลวงนี้ นอกจากจะสูงขึ้นเล็กน้อย รูปร่างก็แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
เสื้อผ้าชุดนี้ของอาสะใภ้รองเย่จึงพอดีกับตัวเขาอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อคาดสายรัดเอวแล้ว ก็ยิ่งขับให้เห็นเอวคอดและเรียวขายาวของฉินเฮ่อเซวียน
ลวดลายใบไผ่ยังเข้ากับบุคลิกของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทั้งร่างดูสูงส่งสง่างามและหลุดพ้นจากสามัญชน
สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าต่างอดหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
แม้คุณชายน้อยยังเยาว์วัย แต่บัดนี้ก็พอมองเห็นเค้าลางของคุณชายผู้สง่างามในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว
