ในที่สุดตระกูลเย่ก็ได้สงบสุขอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนต่างกลับห้องไปพักผ่อน
ยามเที่ยงก็เป็นดังที่ยายเย่กล่าวไว้ ผู้ใดหิวก็ไปหาของกินในครัวเอง
เย่จวนเอ๋อร์กินมื้อกลางวันเสร็จแล้วจึงแวะมาดูสถานการณ์ ครั้นเห็นว่าลานบ้านเงียบสงัดไร้ผู้คน นางก็เอ่ยพึมพำอย่างสงสัยว่า “ทุกคนออกไปกันหมดแล้วหรือ?”
ทันใดนั้นเซี่ยวเย่ก็พุ่งออกมาจากในห้อง วิ่งไปหยุดตรงประตูรั้ว โก่งหลังเห่าใส่เย่จวนเอ๋อร์ไม่หยุด
ถัดมา ชิงเทียนที่ถูกห่อจนกลมเป็นก้อนขนมก็วิ่งตามออกมา
“เสี่ยวเย่ ห้ามเห่านะ นี่คือยายทวด เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน!”
เซี่ยวเย่ได้ยินดังนั้นก็หยุดเห่าทันที ก่อนจะส่ายหางให้เย่จวนเอ๋อร์
เย่จวนเอ๋อร์ได้ยินชิงเทียนพูดเช่นนั้นก็ยิ้มหน้าบาน ก้มลงอุ้มนางขึ้นมาแล้วถามว่า “คนในบ้านไปไหนกันหมด?”
“ท่านตาทวดถูกผู้ใหญ่บ้านเชิญไปกินข้าว ท่านพ่อ ท่านอารองกับท่านอาสี่ขึ้นเขาไปตัดฟืน พี่ชายทั้งห้าคนไปเรียนหนังสือกันหมดแล้ว ท่านย่าอยู่พักผ่อนในห้อง ส่วนท่านแม่กับอาสะใภ้สามอยู่ในห้องอาสะใภ้รอง ทำงานเย็บปักถักร้อยเจ้าค่ะ!”
นางพูดเนิบช้า ทว่าบอกได้ชัดเจนว่าทุกคนไปทำอะไรที่ใด
เวลานี้ สะใภ้สามคนในห้องของเย่เหล่าเอ้อร์ก็ได้ยินเสียงเย่จวนเอ๋อร์เช่นกัน
อาสะใภ้ใหญ่เย่เปิดหน้าต่างแล้วกวักมือเรียก “ท่านอา ข้างนอกหนาว เข้ามาคุยกันในห้องเถิด”
เย่จวนเอ๋อร์อุ้มชิงเทียนเข้าไปในห้อง พลางถามว่า “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”
“ช่วยสะใภ้รองเย่จัดเศษผ้าพวกนี้ ดูว่าจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง จะได้ไม่เสียเปล่า”
“ผ้าที่หวังฟูกุ้ยขโมยไปก่อนหน้านี้ยังหาไม่พบหรือ?”
“เขาขายไปนานแล้ว จะไปหาจากที่ไหนได้!” อาสะใภ้รองเย่ถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อ “โชคดีที่เสื้อผ้าชุดที่สองตอนนั้นข้าทำใกล้เสร็จแล้ว แม้ผ้าจะหายไปหลายพับ แต่เสื้อผ้าไม่ได้ถูกขโมยไป มิฉะนั้นข้าคงไม่รู้จะอธิบายกับจวนฉินอย่างไร”
“นับว่าโชคดีแล้ว” เย่จวนเอ๋อร์กล่าว “นางหลิ่วไปเยี่ยมหวังฟูกุ้ยที่คุกมา ได้ยินว่าบัดนี้เขาถอดใจ ไม่คิดจะรักษาสิ่งใดไว้อีกแล้ว
“ถึงอย่างไรก็มีคนตายไปแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจต้องชดใช้ด้วยชีวิต
“อย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี เขาย่อมไม่มีทางชดใช้สิ่งใดคืน”
