ฉินเฮ่อเซวียนตามมารดากลับมายังห้องของตน
หลังจากแม่ลูกนั่งลง บรรยากาศกลับกระอักกระอ่วนขึ้นมาอยู่บ้าง
นับตั้งแต่กลับจากนอกด่าน ทั้งสองดูเหมือนจะไม่เคยนั่งสนทนากันเช่นนี้อีก
ระหว่างเดินทางกลับ ฉินเฮ่อเซวียนก็มักอ่านหนังสือเสียเป็นส่วนใหญ่
ยามนั้นฮูหยินฉินเห็นว่าฉินเฮ่อเซวียนขยันหมั่นเพียรและใฝ่ศึกษา มองอย่างไรก็ชื่นใจ
แต่เมื่อนึกย้อนกลับมา บัดนี้นางกลับอดทอดถอนใจไม่ได้
นั่นจะใช่ความขยันใฝ่ศึกษาเสียที่ไหน แท้จริงแล้วเขาอาศัยการอ่านหนังสือหลบเลี่ยงการพูดคุยกับนางต่างหาก
ฮูหยินฉินจึงคิดชวนคุยเรื่องอื่นก่อน เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
“ตลาดเป็นอย่างไรบ้าง สนุกหรือไม่?”
“ก็ดีขอรับ” ฉินเฮ่อเซวียนไม่รู้ว่าฮูหยินฉินคิดจะพูดเรื่องใดกับตน จึงดูเกร็งอยู่บ้าง
“ตลาดในเมืองหลวงคงคึกคักกว่าที่นอกด่านกระมัง?”
“ที่นอกด่าน หากคิดจะไปตลาดก็อยู่ไกลนัก ไม่ค่อยสะดวก” ฉินเฮ่อเซวียนกล่าวจบก็ครุ่นคิด ก่อนเสริมอย่างรอบคอบว่า “หากจะไปตลาด จำต้องมีผู้ใหญ่พาไปขอรับ”
ใครจะรู้ว่าถ้อยคำนี้กลับสะกิดความเจ็บช้ำในใจฮูหยินฉิน
เด็กที่เติบโตมาโดยไม่มีบิดามารดาอยู่ข้างกาย แม้แต่จะไปตลาดก็ยังหาคนพาไปไม่ได้
“เฮ่อเซวียน เป็นแม่เองที่ผิดต่อเจ้า” ดวงตาฮูหยินฉินแดงก่ำขึ้นในชั่วพริบตา
ฉินเฮ่อเซวียนชะงัก ไม่ใช่กำลังพูดเรื่องไปตลาดอยู่หรือ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเสียหน่อย เหตุใดจู่ ๆ จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
ฮูหยินฉินตาแดงก่ำ พลางคว้ามือฉินเฮ่อเซวียนไว้ “วันนี้พี่ใหญ่ของเจ้ากลับมาแล้ว พ่อกับแม่ตำหนิเขาไปแล้ว เขาเองก็รู้ว่าตนทำผิด
“เขาเพียงคิดผิดไปชั่วขณะ หาได้มีเจตนาขุ่นเคืองเจ้าไม่
“เจ้าอาจจำไม่ได้ ตอนเจ้าเพิ่งเกิด พี่ใหญ่ชอบเจ้าที่สุด พบใครก็เอาแต่บอกว่าตนมีน้องชายเพิ่มอีกคนแล้ว
“ตอนนั้นเขาได้ของเล่นใหม่อะไรมาก็เอามาให้เจ้าเล่นก่อน ทั้งยังเอาแต่ร่ำร้องอยากอุ้มเจ้าอยู่บ่อย ๆ!
“เพียงแต่บัดนี้พวกเจ้าห่างกันนาน พี่น้องจึงห่างเหินกันไปบ้าง
“พวกเราตำหนิเขาแล้ว เขาก็รู้ว่าผิด เจ้าอย่าเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจได้หรือไม่?”
ฮูหยินฉินกล่าวด้วยถ้อยคำจริงใจ ทว่าไม่รู้เลยว่าเมื่อฟังเข้าหูฉินเฮ่อเซวียนแล้ว กลับช่างเหลวไหลและทำให้เขาอิจฉาเพียงใด
