แม้รุ่ยชินอ๋องจะมีความสามารถจดจำได้ทุกสิ่งที่เห็น แต่ก็ไม่อาจจดจำเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก่อนหน้านี้คงเพียงบังเอิญเห็นผ่านตา ไม่ได้ใส่ใจนัก ยามนี้นึกไม่ออกก็เป็นเรื่องปกติ
ดังนั้น เขาจึงจ้องมองผ้าโพกศีรษะอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อนึกไม่ออกก็วางเรื่องนี้ไว้ก่อน ไม่คิดติดใจต่อ
ชิงเทียนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นรุ่ยชินอ๋องให้ความสนใจผ้าโพกศีรษะเป็นพิเศษ จึงมองตามไปหลายครั้ง
รุ่ยชินอ๋องสั่งงานอื่นอีกสองสามอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา จากนั้นจึงกล่าวกับชิงเทียนว่า “เก็บข้าวของให้เรียบร้อย ช่วงบ่ายพวกเราจะกลับเมืองหลวงกันแล้ว”
แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่เมื่อเห็นท่าทีเคร่งขรึมของรุ่ยชินอ๋องและเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ชิงเทียนก็สัมผัสได้ว่าเรื่องนี้คงร้ายแรง นางจึงพยักหน้าทันที แล้วออกไปหาอาสะใภ้ใหญ่เย่
รุ่ยชินอ๋องรับประทานอาหารกลางวันที่ตระกูลเย่ จากนั้นก็พาอาสะใภ้ใหญ่เย่ อาสะใภ้รองเย่ และชิงเทียนออกเดินทางกลับเมืองหลวง
เมื่อเทียบกับตอนที่พาพวกนางกลับมา คราวนี้ขบวนกลับเมืองหลวงยิ่งใหญ่กว่ามาก เฉพาะองครักษ์ที่ติดตามมาก็มีมากกว่าร้อยนาย ล้อมรถม้าสองคันที่อยู่ตรงกลางไว้แน่นหนา
ชาวบ้านในหมู่บ้านตกใจกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านแม้แต่ตอนกลางวัน
หลังจากขบวนของรุ่ยชินอ๋องจากไปแล้ว ชาวบ้านที่สนิทสนมกับตระกูลเย่จึงค่อยเข้ามาสอบถามข่าว
ผลเช่นนี้รุ่ยชินอ๋องคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว
ยายเย่จึงเล่าชาติกำเนิดของชิงเทียนตามที่รุ่ยชินอ๋องกำชับไว้ก่อนออกเดินทาง
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็ทำให้ทั้งหมู่บ้านหรงซีแตกตื่นในทันที
ก่อนหน้านี้ เพียงตระกูลเย่ได้เกี่ยวดองกับจวนฉินก็ทำให้ชาวบ้านประหลาดใจมากแล้ว
ยามนี้ถึงกับมีความสัมพันธ์พิเศษกับจวนชินอ๋องอีกด้วย
มิน่าเล่า เมื่อวานตอนอาสะใภ้ใหญ่เย่พาชิงเทียนกลับมา จึงมีองครักษ์สองคนที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามีฝีมือคอยติดตามมาด้วย
เพิ่งกลับมาอยู่ได้วันเดียว รุ่ยชินอ๋องก็อดใจไม่ไหว ต้องพาคนมารับเด็กน้อยไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายใส่ใจชิงเทียนเพียงใด
