พี่หวังมีพรสวรรค์ด้านการลงรักยิ่งกว่าที่คิดไว้จริง ๆ
เขาเพียงมองแบบที่ฉินเฮ่อเซวียนวาดไว้ครู่เดียว ก็ผสมสีออกมาได้ใกล้เคียงกันแล้ว พอทาลงบนไม้ก็แทบไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
มู่เจิงเห็นดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เอ่ยว่า “หากพวกเจ้าสองคนต่างก็อยากทำ เช่นนั้นข้าจะไปทักทายนายน้อยของพวกเจ้า แล้ววันนี้พาพวกเจ้าเข้าเมืองหลวงไปด้วยกัน”
“ส่วนจะทำอย่างไร และทำออกมาเป็นแบบไหน ต้องฟังคุณชายน้อยของบ้านข้า”
คำที่มู่เจิงใช้บอกนายน้อยจางเผิงเจีย คือ ตระกูลฉินมีเครื่องเรือนไม้เก่าแก่ชิ้นหนึ่งต้องการหาคนไปซ่อม ทั้งยังต้องขัดแต่งและลงรักใหม่
ก่อนหน้านี้ตอนมาปราบโจรที่นี่ ได้ยินว่าพี่สามเย่มีฝีมือ จึงตั้งใจมาหาเพราะเลื่อมใสชื่อเสียง
ส่วนพี่สามเย่ก็แนะนำพี่หวังให้ จึงต้องการพาทั้งสองคนกลับไปซ่อมเครื่องเรือนด้วยกัน
จางเผิงเจียได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนแทบคลุ้มคลั่ง รีบตอบตกลงทันที
ตระกูลฉินเป็นตระกูลแบบใดกันเล่า!
หากเย่เหล่าซานกับพี่หวังช่วยซ่อมเครื่องเรือนเก่าให้ตระกูลฉินได้สำเร็จ ต่อไปโรงช่างไม้ของเขาก็จะไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในอำเภออีกแล้ว แต่จะโด่งดังไปถึงเมืองหลวง!
ดังนั้นตอนเย่เหล่าซานกับพี่หวังไปเก็บข้าวของที่ลานด้านหลัง จางเผิงเจียจึงตามไปอย่างตื่นเต้น คอยกำชับไม่หยุด
“แม้ตระกูลฉินจะมิใช่ครอบครัวธรรมดา แต่พวกเจ้าสองคนต้องเชื่อมั่นในตนเอง ฝีมือของพวกเจ้าก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร
“เมื่อไปถึงแล้วอย่าประหม่า อย่าหวาดกลัว จงกล้าหาญแต่รอบคอบ ลงมือทำไปเถิด
“แน่นอนว่าเราก็อย่าได้มั่นใจจนเกินไป ต้องดูก่อนว่าสิ่งของนั้นซ่อมได้หรือไม่ อย่าเพิ่งรับปากไปเสียทุกอย่าง
“หากสุดท้ายซ่อมไม่สำเร็จ เรื่องคงจบไม่สวยแน่”
เย่เหล่าซานกับพี่หวังต่างรู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้ไปซ่อมเครื่องเรือน จึงไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล
แม้ทั้งคู่จะบอกความจริงกับจางเผิงเจียไม่ได้ แต่ก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
ถึงอย่างไรการทำไม้ต่อบล็อกให้คุณชายน้อยฉินก็เป็นเพียงงานชั่วคราว ส่วนอาชีพที่เลี้ยงชีพในระยะยาวยังต้องอาศัยโรงช่างไม้ต่อไป
ทั้งสองเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ตามมู่เจิงเข้าเมืองหลวง
เมื่อเข้าเมืองมา มู่เจิงไม่ได้รีบไปจวนฉิน แต่แวะส่งพี่หวังที่หลิงหลงเก๋อก่อน
