แม่นางลวี่ได้ฟังเช่นนั้น ก็กลอกตาอยู่ในใจ ทว่าสีหน้ากลับไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย
“ไม่คิดเลยว่าอาจารย์เว่ยจะมีความรู้กว้างขวางถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังสนใจเรื่องเช่นนี้ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป”
“บัณฑิตก็เป็นปุถุชนเช่นกัน” เว่ยเหยี่ยนกล่าว “เรื่องในคราวนั้น จะโทษอาจารย์เจียวทั้งหมดก็ไม่ได้...”
แม่นางลวี่ยกมือขึ้นทันที “พอเถิด เรื่องนี้หยุดไว้เพียงเท่านี้”
“อาจารย์เว่ย ข้าซาบซึ้งใจที่ท่านยินยอมให้ชิงเทียนกราบข้าเป็นอาจารย์
“แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังห่างไกลจากขั้นที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันได้”
เว่ยเหยี่ยนได้แต่กล่าวอย่างจนใจว่า “ขออภัย ข้าล่วงเกินไปแล้ว”
เมื่อครู่พอได้ยินนางถามถึงอาจารย์เจียว เว่ยเหยี่ยนก็คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองอาจมีโอกาสพลิกฟื้น จึงเอ่ยถามเช่นนั้นออกไป ไม่คิดว่าจะทำให้แม่นางลวี่ขุ่นเคืองอีก
“อาจารย์! อาจารย์ลวี่ พวกท่านเดินเร็วหน่อยสิ!”
ชิงเทียนซึ่งถูกฉินเฮ่อเซวียนจูงมือเดินห่างออกไปแล้ว เพิ่งสังเกตเห็นว่าอาจารย์ทั้งสองยังไม่ตามมา จึงหันกลับไปตะโกนเรียกทันที
“มาแล้ว ๆ!” แม่นางลวี่เร่งฝีเท้าตามคนข้างหน้าไป แล้วจูงมืออีกข้างของชิงเทียนไว้
ชิงเทียนมีพี่ฉินกับอาจารย์ลวี่จูงมือคนละข้าง ดีใจเสียจนเดินแทบจะกระโดดโลดเต้น
ทุกคนกลับถึงบ้านก็ล้างมือแล้วนั่งลงกินข้าวทันที
หลังมื้อกลางวัน ผู้ใหญ่และเด็กต่างหาที่นอนงีบหลับกันคนละพัก
ยายเย่มองห้องหลายห้องที่อัดแน่นจนเต็ม แล้วกล่าวว่า “บ้านเก่ายังคับแคบเกินไป รอย้ายเข้าบ้านใหม่ก่อนปีใหม่แล้วคงกว้างขวางขึ้น”
ชิงเทียนตื่นจากงีบ พี่ชายทั้งห้าคนก็ไปเรียนที่สำนักหนังสือกันหมดแล้ว
เย่ชางฮั่นกับเย่ชางคุนตื่นตั้งนานแล้ว ทั้งคู่ร้องจะออกไปเล่น แต่ถูกเย่ชิ่งซานปราบเสียอยู่หมัด
พี่น้องสองคนจึงได้แต่นั่งเรียงกันบนธรณีประตู รอชิงเทียนตื่น
ในที่สุดเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากห้องด้านใน ทั้งสองก็รีบร้อนจะพุ่งเข้าไป แต่กลับถูกฉินเฮ่อเซวียนหิ้วคอเสื้อไว้คนละข้าง
อาสะใภ้ใหญ่เย่เปลี่ยนเสื้อผ้าคล่องตัวให้ชิงเทียนอย่างรวดเร็ว แล้วช่วยรวบผมให้นางใหม่
“พ่อกับอาสี่จะพาพวกเจ้าไปเล่นริมแม่น้ำ”
