ฮูหยินฉินพบชิงเทียนเป็นครั้งแรก ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างถูกตาถูกใจยิ่งนัก จนกระทั่งมีความรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
“เด็กที่น่ารักและรู้จักกาลเทศะเช่นนี้ กลับไม่ได้ความรักจากพ่อแม่หรือ?
“นับว่าโชคดีที่วาสนาดี ได้พบเจอครอบครัวใจดี หากไม่เช่นนั้นเกรงว่าแม้แต่ชีวิตยังรักษาไว้ไม่ได้เลย!”
ฮูหยินฉินเอ่ยพึมพำด้วยความสะเทือนใจอยู่ครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้กลับมา ก็พบว่าเนื้อกระต่ายที่เมื่อครู่ยังเต็มชามอยู่นั้น กลับถูกบุตรชายกินเหลือไว้เพียงพริกแดงเท่านั้น
“เฮ่อเซวียน...” ฮูหยินฉินจ้องบุตรชายคนเล็กด้วยความประหลาดใจยิ่ง
กลับไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียวเลยหรือ?
เรื่องเช่นนี้ไม่เหมือนสิ่งที่เขาจะกระทำได้จริงๆ
บุตรชายคนเล็กนี้เติบโตอยู่ข้างกายท่านปู่ ได้รับการอบรมสั่งสอนให้สุขุมรอบคอบ รู้จักข่มใจตนเองเป็นอย่างยิ่ง
ในเรื่องกินและเครื่องนุ่งห่ม ยิ่งไม่ค่อยแสดงความชื่นชอบที่ชัดเจนออกมาให้เห็น
นับตั้งแต่เขารู้ความ ตลอดมาฮูหยินฉินแทบไม่เคยเห็นท่าทีแบบเด็กๆ ของเขาอีกเลย
เช่นวันนี้ที่กินอาหารเต็มชามใหญ่จนไม่เหลือแม้แต่น้อย เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ฉินเฮ่อเซวียนเม้มริมฝีปากที่แดงเพราะความเผ็ด ยังมีชั้นน้ำมันบางๆ ติดอยู่บนริมฝีปาก
“ขออภัย มารดา ลูก...”
เขาก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเช่นไร เริ่มแรกเพียงแค่ชิมคำหนึ่งโดยพลการ ใครจะรู้ว่ากลับวางตะเกียบไม่ลงเสียแล้ว
ฉินเฮ่อเซวียนก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ รอคอยคำตำหนิจากมารดา
ใครจะรู้ว่าฮูหยินฉินกลับหัวเราะ “คิก” ออกมา แล้วรวบตัวบุตรชายเข้าไปในอ้อมกอดพลางกล่าวว่า “ชอบกินก็กินเถิด จะต้องขออภัยสิ่งใดเล่า
