ไม่นานนัก เนื้อกระต่ายผัดเผ็ดหอมในกระทะก็สุกได้ที่
อาสะใภ้ใหญ่เย่ใส่ต้นกระเทียมป่าที่หั่นไว้ลงไปหนึ่งกำมือเป็นอย่างสุดท้าย แล้วผัดพลิกไปมาสองสามที
ความฉุนเผ็ดของต้นกระเทียมป่าถูกไอร้อนกระตุ้น พอลอยออกมาอีกครั้งก็กลายเป็นกลิ่นหอมหวานสดไปเสียแล้ว
อาสะใภ้ใหญ่เย่รับกะละมังที่อาสะใภ้รองเย่ยื่นมาให้ กำลังจะตักเนื้อกระต่ายออก ก็เห็นชิงเทียนประคองชามของตนเดินมา มองนางด้วยสายตาละห้อยแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ตักให้ข้าชามหนึ่งก่อนได้ไหม”
“ได้สิ!” อาสะใภ้ใหญ่เย่เพิ่งเคยเห็นชิงเทียนเอ่ยขอของจากนางก่อนเป็นครั้งแรก ดีใจจนยิ้มแก้มแทบปริ แล้วพูดว่า “ที่แท้ชิงเทียนชอบกินเนื้อกระต่ายหรือ เช่นนั้นแม่ตักให้ก่อนเลย”
นางพูดพลางรับชามมา เลือกตักตรงที่มีเนื้อมาก ๆ ให้ชิงเทียนจนเกือบเต็มชาม
ใครจะรู้ว่าชิงเทียนกลับส่ายหน้า ใช้มือทำท่าให้เห็นว่าต้องพูนสูงขึ้นมา แล้วพูดว่า “ท่านแม่ ตักเพิ่มอีกหน่อยสิ”
คนตระกูลเย่กินจุกันทุกคน ชามที่ใช้กินข้าวในบ้านจึงไม่ใช่ชามเล็ก แต่เป็นชามใหญ่ที่ใหญ่กว่าใบหน้าของชิงเทียนอีกหนึ่งเท่า
อาสะใภ้ใหญ่เย่ประมาณปริมาณที่ชิงเทียนกินได้ แล้วตักเพิ่มให้อีกหนึ่งทัพพีใหญ่แล้ว ไม่นึกว่านางยังจะบ่นว่าน้อยอีก
ทว่าอาสะใภ้ใหญ่เย่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถ้าชิงเทียนกินไม่หมด นางกินเองก็สิ้นเรื่อง
ดังนั้นนางจึงรีบตักเต็มทัพพีอีกครั้ง แล้วคว่ำลงในชามของชิงเทียน
ชิงเทียนจึงเผยรอยยิ้มออกมา ใช้สองมือประคองชามของตน บอกอาสะใภ้ใหญ่เย่ว่า “ชิงเทียนจะเอาไปให้พี่ชายน้อยกิน!”
