บรรยากาศครึกครื้นในห้องพลันห่อเหี่ยวลงอย่างประหลาด
“ยกสำรับสุดท้ายแล้วเจ้าค่ะ!” อาสะใภ้ใหญ่เย่ยกกับข้าวจานสุดท้ายเข้ามา ทำลายความเงียบลงได้
แม่นมเจียงเดินตามเข้ามาข้างหลัง
เย่จวนเอ๋อร์พอเห็นแม่นมเจียงก็รีบลุกขึ้นเอ่ย “อาหง เชิญนั่งที่นั่งใหญ่เถิดเจ้าค่ะ”
แม่นมเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี “ท่านทั้งเป็นญาติทั้งเป็นแขก ควรที่ท่านจะนั่งที่นั่งใหญ่ต่างหากเล่า”
ยายเย่ใช้มือข้างหนึ่งดันทั้งสองคนขึ้นไปนั่งบนคันไถ
“เลิกเกี่ยงกันได้แล้ว เจ้าสองคนนั่งชิดกันข้างบน ข้านั่งเป็นเพื่อนข้างๆ เอง”
เพราะเป็นงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ อาสะใภ้ใหญ่เย่จึงทำกับข้าวรวมสิบสำรับ ห้าคาวห้าผัก เรียงรายบนโต๊ะกลมออมระมกอย่างงามตา
แม่นมเจียงกับเย่จวนเอ๋อร์แม้จะเคยลิ้มรสฝีมือของอาสะใภ้ใหญ่เย่มาแล้ว ครั้นเห็นกับข้าวเต็มโต๊ะก็ยังชมไม่ขาดปาก
อาสะใภ้ใหญ่เย่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนเอ่ย “ไม่รู้ว่าเมืองหลวงมีธรรมเนียมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่อย่างไร เก็บข้าวปลาอาหารมาสองสามสำรับ อย่าได้รังเกียจกันเลย”
“หากยังรังเกียจกันอีก ฝีมือข้านี่ก็คง...”
เย่จวนเอ๋อร์พูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินลูกชายต่อประโยคให้ “ก็คงเหมือนข้าวหมูไง”
“เจ้าเด็กเหลือขอ!” เย่จวนเอ๋อร์ยกมือตีลูกชายทีหนึ่ง แต่ตัวเองก็อดหัวเราะไม่ได้ “แต่ว่า...พูดก็ไม่ผิดหรอก”
“ก่อนหน้านี้ข้ายังเคยบอกกับหลิวแก่ที่บ้านข้าว่า ข้าเป็นสะใภ้ที่มีดีไปเสียทุกอย่าง จุดบกพร่องอย่างเดียวก็คือทำอาหารไม่อร่อย!
“แต่พูดถึงเรื่องนี้ หากข้ามีฝีมือทำอาหารเหมือนอาสะใภ้ใหญ่เย่ ตอนนั้นก็คงไม่มองคนเงียบขรึมอย่างนั้นเข้าตาหรอก!”
พวกผู้หญิงในห้องจึงพากันหัวเราะออกมาทั้งหมด
เด็กๆ ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่หัวเราะเรื่องอะไร รู้แต่ว่าก้มหน้าก้มตากินกับข้าวเท่านั้น
