หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ทุกคนก็ทยอยส่งแขกกลับจนหมด ยายเย่กำชับเย่เหล่าซานให้อยู่บ้านต่ออีกหลายวัน
ให้เขาช่วยเย่ตงขุยดูแลเรื่องการขึ้นคานเรือนที่เหลือ
เย่เหล่าซานเป็นช่างไม้อยู่แล้ว ย่อมเข้าใจเรื่องการขึ้นคานเรือนเป็นอย่างดี
เมื่อก่อนตอนอยู่แถบนอกด่าน เย่เหล่าซานก็มักไปช่วยบ้านอื่นขึ้นคานเรือนอยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งยังได้เงินค่าจ้างกลับมาบ้าง นับเป็นการช่วยจุนเจือครอบครัวอย่างหนึ่ง
เมื่อก่อนยามเห็นบ้านคนอื่นสร้างเรือนใหม่ แม้จะเป็นเพียงบ้านดินดิบ เย่เหล่าซานก็อดอิจฉาไม่ได้
ใครจะคาดคิดว่าบัดนี้บ้านของตนเองจะสร้างบ้านอิฐและกระเบื้องเรียงรายได้ถึงเพียงนี้
อาสะใภ้ใหญ่เย่พานางชุยมาพบท่านผู้เฒ่าเนี่ย พร้อมแนะนำว่า “ท่านผู้เฒ่าเนี่ย นางเป็นภรรยาของน้องร่วมตระกูลของสามีข้า เป็นคนสะอาดสะอ้านและคล่องแคล่ว ฝีมือทำอาหารก็ไม่เลว ต่อไปให้นางมาช่วยซักผ้าทำอาหารให้ท่านกับคนในบ้านข้า
“ข้าตกลงค่าแรงรายเดือนกับนางไว้แล้ว ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
“อย่างไรเสีย บ้านข้ามีคนหกเจ็ดคน ส่วนท่านมีเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะซักผ้าหรือกินอาหาร ก็เพิ่มท่านมาอีกคนไม่ลำบากอันใด
“แต่ท่านอย่าได้คิดมากไป ข้าไม่ได้กำลังติดสินบนท่าน”
ท่านผู้เฒ่าเนี่ยเพิ่งกินยาช่วยย่อยอาหารไป จึงถามว่า “ฝีมือทำอาหารของนางจะดีเท่าเจ้าได้หรือ?”
คราวนี้นางชุยรีบกล่าวก่อนอาสะใภ้ใหญ่เย่จะทันเอ่ยปาก “ท่านผู้เฒ่า ฟังท่านพูดเข้าสิ ฝีมือข้ากับพี่สะใภ้ห่างชั้นกันลิบลับ
“อย่าว่าแต่ข้าเลย ต่อให้จับคนทำอาหารเป็นทั้งหมู่บ้านมามัดรวมกัน ก็ยังสู้ฝีมือพี่สะใภ้ไม่ได้!”
