ฤกษ์มงคลสำหรับพิธียกคานอยู่ในยามเที่ยงวัน กล่าวกันว่าเป็นช่วงที่พลังหยางรุ่งเรืองที่สุด จึงสามารถข่มขวัญภูตผีและสิ่งชั่วร้ายได้
คนตระกูลเย่มาถึงก่อนเวลาครึ่งชั่วยาม เพื่อเตรียมการล่วงหน้า
บนคานเรือนที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มีผ้าแพรแดงผูกเป็นดอกไม้ วางอยู่ด้านข้าง
เย่ตงขุยถือกระดาษแดงปึกหนึ่งมาถามยายเย่ “บ้านท่านจะเชิญผู้ใดมาเขียนถ้อยคำมงคลสักสองสามประโยคหรือ? เขียนเสร็จแล้วจะได้นำไปติดไว้ที่ปลายคานทั้งสองด้าน”
เขาคิดว่ายายเย่อาจเชิญผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าตระกูลเย่มาเขียน หรือไม่ก็เย่ชางรุ่ย
ใครจะรู้ว่ายายเย่กลับไม่ต้องคิดให้มาก ก็เรียกชิงเทียนมาหาเสียแล้ว
“หนูน้อยที่รัก มานี่เร็ว เขียนถ้อยคำมงคลให้ย่าสักสองสามประโยค”
“ให้เขียนอะไรหรือ?” ชิงเทียนไม่เห็นว่าการให้นางเป็นคนเขียนจะมีสิ่งใดไม่เหมาะ อย่างไรเสีย นอกจากเย่ชางรุ่ยแล้ว นางก็เป็นคนที่รู้หนังสือมากที่สุดในบ้าน อีกทั้งลายมือยังงดงามกว่าเย่ชางรุ่ยด้วย
ยายเย่ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเย่ตงขุย
เย่ตงขุยกล่าวว่า “จะเขียนว่าให้บ้านเรือนสงบสุข หรือให้มีวาสนา อายุยืน และความสุขก็ได้ หรือจะเขียนว่า ‘ยกคานเป็นมงคล’ อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ชิงเทียนจึงหยิบพู่กันขึ้นมา เตรียมลงมือเขียนตรงนั้น
เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจู่ ๆ ก็หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนหนังสือ ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันสนใจใคร่รู้
แม้ชิงเทียนจะเขียนอักษรได้ไม่น้อยแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง
ลายมือที่เขียนออกมายังคงดูเยาว์วัยอยู่บ้าง
ทว่านางเรียนเขียนอักษรจากอาจารย์เว่ยและฉินเฮ่อเซวียน ผู้ที่รู้เรื่องอักษรเพียงมองก็เห็นว่า ลายมือของนางเริ่มมีเค้าลีลาและพลังอักษรแล้ว
