หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันไปจากหน้าบ้านหวังฟูกุ้ยอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็พากันจับกลุ่มพูดคุยเรื่องบ้านหวังฟูกุ้ยตามที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน
“ได้ยินว่าติดหนี้เงินหลายร้อยตำลึงเชียว!”
“น่ากลัวนัก เงินมากมายเพียงนี้ ต้องใช้กี่ชั่วอายุคนถึงจะชดใช้หมดกัน?”
“นางหลิ่วอยู่ตัวคนเดียว ทั้งยังต้องเลี้ยงลูกอีกสองคน ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไรเล่า!”
“พวกนั้นขนของในบ้านไปจนเกลี้ยงแล้ว ยังจะทำอะไรได้อีก? คงไม่ถึงกับบีบคั้นให้คนตายกระมัง? หากบีบคนจนตาย ก็ยิ่งไม่มีทางได้เงินคืนมิใช่หรือ?”
“ใครจะรู้เล่า ได้ยินว่าพวกปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยโหดเหี้ยมอำมหิตนัก”
ผู้หนึ่งฟังแล้วหวาดหวั่น จึงกระชับเสื้อคลุมที่สวมอยู่ให้แน่นขึ้น
“หากคนพวกนี้แวะมาก่อเรื่องอยู่เรื่อย ๆ ต่อไปหมู่บ้านเราคงไม่มีวันสงบสุขแล้ว”
“นั่นสิ!”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันเซ็งแซ่ จู่ ๆ ก็เห็นพี่สะใภ้ใหญ่หลิวสะพายกระบุงหลังเดินผ่านไป
วันนี้คนในตระกูลหลิวทะเลาะกันเรื่องหนี้สินที่หวังฟูกุ้ยก่อไว้จากเงินกู้ดอกเบี้ยโหด จนเสียงดังไม่หยุด พี่สะใภ้ใหญ่หลิวจึงตั้งใจสะพายกระบุงหลังออกมาเก็บฟืนเพื่อหลบความวุ่นวาย
ใครจะคิดว่าชาวบ้านมากมายจะมารวมตัวพูดคุยเรื่องของบ้านตนอยู่ตรงนี้
“พวกท่านคุยกันไปก่อน ข้าต้องไปเก็บฟืนแล้ว”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวไม่กล้าหยุดอยู่ต่อ ทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่งแล้วเร่งฝีเท้าขึ้นเขาไปด้วยความตกใจ
ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็พากันเบ้ปากโดยพร้อมเพรียง
“ดูท่าแล้ว ตระกูลหลิวเฒ่าคงไม่คิดจะยุ่งแล้วกระมัง!”
“เฮ้อ พูดกันตามตรง จะเข้าไปช่วยอย่างไรเล่า ช่วยไหวหรือ?”
“พูดก็พูดเถอะ แต่ชาวบ้านคนไหนบ้างจะไม่รู้ว่าหลายปีมานี้ ตระกูลหลิวอยู่กินได้ก็เพราะลูกสาวกับลูกเขยคอยช่วยเหลือ”
“พอเกิดเรื่องขึ้นก็รีบตัดขาดความเกี่ยวข้องเช่นนี้ ช่างทำให้คนผิดหวังยิ่งนัก”
“จะให้ลูกชายทั้งครอบครัวต้องพลอยเดือดร้อนเพราะลูกสาวด้วยได้อย่างไร!”
ทุกคนพูดคุยกันเซ็งแซ่ ไม่นานหัวข้อสนทนาก็เบี่ยงเบนไปไกล
หลังจากพี่สะใภ้ใหญ่หลิวเข้าไปในเขา ในที่สุดก็ไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านอีก
นางถอนหายใจโล่งอก พลางเก็บฟืนไปด้วยและนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปด้วย
