หวังกว่างผิงพูดพลางยืดคอมองเข้าไปในบ้าน
แต่ฉินเฮ่อเซวียนกับอาจารย์เว่ยอยู่ในห้องตะวันตก ต่อให้ประตูห้องโถงเปิดอยู่ เขาก็มองไม่เห็นแขก
เย่เหล่าต้าเดินออกมาต้อนรับ “หัวหน้าหมู่บ้านเกรงใจเกินไปแล้ว ที่บ้านมีเนื้ออยู่ เนื้อเค็มนี่ท่านนำกลับไปเถิด!”
หวังกว่างผิงหิ้วเนื้อเค็มไว้ในมือ แต่ไม่ได้รีบส่งให้เย่เหล่าต้า กลับถามว่า “ที่บ้านมีใครมาหรือ? เป็นเจียงหยวนไวหรือ?”
เรื่องที่เจียงหยวนไวเชิญอาสะใภ้ใหญ่เย่ไปเป็นแม่ครัวนั้นแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านนานแล้ว
เพียงแต่มีคนไม่น้อยไม่เชื่อ ต่างพูดกันว่าตระกูลเย่แต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อเรียกลูกค้าให้กิจการจัดงานเลี้ยง
หวังกว่างผิงเคยลิ้มรสฝีมือของอาสะใภ้ใหญ่เย่มาแล้ว อีกทั้งรู้จักคนในตระกูลเย่ดี จึงคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะโกหก
ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นเจียงหยวนไว คนตระกูลเย่ก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดเสียมิดชิดเช่นนี้
แต่เขาไม่กล้าถามตรง ๆ ว่าคนที่มาคือคนตระกูลฉินหรือไม่ จึงถอยไปถามเรื่องเจียงหยวนไวแทน
เย่เหล่าต้าก็ไม่ได้ปิดบัง เพียงจัดลำดับคำพูดใหม่เหมือนตอนอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
“เป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือผู้หนึ่งซึ่งรู้จักกันระหว่างเดินทาง ก่อนหน้านี้ครอบครัวข้าช่วยชีวิตเขาไว้ระหว่างทาง บัดนี้เขาพบนายจ้างและตั้งหลักได้แล้ว จึงพาลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนโดยเฉพาะ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เมื่อได้ยินว่าไม่ใช่คนตระกูลฉิน ความสนใจของหวังกว่างผิงก็ลดฮวบ เขานึกเสียดายที่เอ่ยถึงเนื้อเค็มไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้อยากไม่ให้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร
เย่เหล่าต้าจะดูความคิดของเขาไม่ออกได้อย่างไร จึงกล่าวตรง ๆ ว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจของท่าน แต่ไม่ต้องให้เนื้อเค็มจริง ๆ ที่บ้านข้าก็ทำไว้บ้างแล้ว ท่านนำกลับไปเถิด”
“โธ่ ท่านดูสิ ข้าอุตส่าห์นำมาให้พวกท่านถึงบ้าน!
“ในเมื่อที่บ้านมีอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าก็นำกลับไปก่อน
“หากภายหน้าจำเป็นต้องใช้ ข้าค่อยนำมาให้พวกท่านอีก”
แม้หวังกว่างผิงจะพูดเช่นนั้น แต่ร่างกลับเดินตามแรงปฏิเสธของเย่เหล่าต้าออกไปพ้นประตูเรือน หิ้วเนื้อเค็มกลับบ้านไปแล้ว
