อาสะใภ้ใหญ่เย่เหลือบมองไปทางนั้นอย่างระแวดระวังเล็กน้อย ก่อนจะเรียกชิงเทียนว่า “มาดูทางนี้สิ ทางนี้มองเห็นชัดกว่า”
ชิงเทียนไม่ทันสังเกตเห็นคำเยาะเย้ยจากรถม้าคันข้าง ๆ นางไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตน
แต่เมื่อได้ยินอาสะใภ้ใหญ่เย่กล่าวเช่นนั้น นางก็เชื่อฟัง ย้ายไปนั่งตรงหน้าต่างอีกด้านหนึ่ง
อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็มิได้หลอกเด็กเสียทีเดียว ด้านนอกฝั่งนี้ไม่มีรถม้าคันอื่นบดบัง ทั้งยังมองเห็นหอคอยตรงหัวมุมถนนอยู่ไกล ๆ
“งามหรือไม่?” เมื่อเห็นชิงเทียนมองอย่างเพลิดเพลิน อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็อดพลอยยินดีไปด้วยไม่ได้
“งามเจ้าค่ะ งามกว่าประตูซานไห่กวนอีก” ชิงเทียนพยักหน้าหงึก ๆ
“ที่นี่คือเมืองหลวง ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดอยู่แล้ว” อาสะใภ้ใหญ่เย่กล่าวยิ้ม ๆ
เดิมทีด้วยฐานะของตระกูลฉิน การตรวจสอบก่อนเข้าเมืองก็คงเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น
ใครจะรู้ว่าแม้สองแม่ลูกจะพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ รถม้าก็ยังคงหยุดนิ่งไม่ขยับ
อาสะใภ้ใหญ่เย่ถามเย่เหล่าต้าที่นั่งบังคับรถอยู่ด้านหน้าว่า “เหตุใดรถจึงไม่ขยับเล่า?”
เย่เหล่าต้ายังไม่ทันตอบ ก็เห็นทหารผู้เฝ้าประตูเมืองวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ก่อนหยุดยืนตรงหน้ารถม้าของฉินเฮ่อเซวียนแล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “มีรถม้าของคนผู้หนึ่งพลิกคว่ำตรงประตูเมือง สินค้ากระจายเต็มพื้น คงต้องรบกวนท่านรอสักครู่ขอรับ”
“ไม่เป็นไร” เสียงฉินเฮ่อเซวียนดังมาจากในรถ “ซงเทา พาคนไปช่วยเก็บของให้เรียบร้อย”
“แต่เช้าตรู่เช่นนี้ ถึงพวกเราจะไม่มีธุระเร่งด่วน คนอื่นอาจกำลังรีบไปทำธุระก็เป็นได้”
“ขอบคุณท่าน ท่านช่างรอบคอบยิ่งนัก” ทหารกล่าวขอบคุณซ้ำ ๆ
จากนั้นทุกคนก็เห็นซงเทาพาบ่าวจากจวนฉินหลายคนตามทหารไปช่วยเก็บข้าวของตรงประตูเมือง
เย่เหล่าต้าอดทอดถอนใจไม่ได้ “ดูสิ คุณชายน้อยฉินเป็นคนจิตใจดีจริง ๆ”
“ใครว่าไม่ใช่เล่า!” อาสะใภ้ใหญ่เย่กล่าว “ข้าว่าเพราะฮูหยินฉินมีจิตใจเมตตา ไม่ว่าคุณชายน้อยฉินหรือแม่นมเจียงต่างก็เป็นคนใจดีทั้งนั้น มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่ช่วยเหลือชาวบ้านตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า”
