แม้ฉินซงอิ้นจะมาที่นี่เพราะเป็นห่วงบุตรชายจริง ๆ แต่ในเมื่อมาแล้ว ย่อมต้องจัดการงานสำคัญด้วย
เมื่อฉินซงอิ้นตามไฉจื้อหมิงเข้าไปในศาลาอำเภอและเริ่มตรวจดูสำนวนคดี เขาก็ลืมบุตรชายไปเสียสนิท
ที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็สงสัยอยู่แล้ว จากสถานการณ์ในที่เกิดเหตุ คนร้ายกลุ่มนี้ไม่มีทางเป็นมือใหม่ มิฉะนั้นคงลงมือได้เด็ดขาดฉับไวถึงเพียงนี้ และแทบไม่ทิ้งหลักฐานที่ชี้ไปถึงตัวพวกเขาไว้เลย
หลังลงมือก่อคดี คนกลุ่มนี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อให้ฉินซงอิ้นส่งคนออกไปสืบหาเท่าใด สุดท้ายก็ยังคว้าน้ำเหลว
ฉินซงอิ้นจึงมั่นใจในเวลานั้นว่า คนกลุ่มนี้ต้องเป็นพวกก่อคดีซ้ำซาก และก่อนหน้านี้ย่อมเคยก่อคดีทำนองเดียวกันมาก่อน
แต่เมื่อนำสำนวนคดีที่ยังปิดไม่ได้และมีลักษณะคล้ายกันทั้งหมดในบริเวณรอบเมืองหลวงออกมาตรวจสอบ ต้องใช้ทั้งคนและเวลาไปไม่น้อย ท้ายที่สุดกลับไม่พบอะไรเลย
บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะเหตุใด
ทุกครั้งที่คนกลุ่มนี้ลงมือปล้นครั้งใหญ่ พวกเขาจะหาคนสักสองสามคนมารับผิดแทน
คดีจึงปิดลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนสถานที่ไปก่อเหตุแห่งใหม่ต่อได้
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ตนสั่งคนให้ค้นหาเบาะแสจากคดีค้างเก่า และตรวจสำนวนทั้งหมดทุกฉบับ ก็ไม่มีทางพบร่องรอยได้อยู่ดี
เขาจึงเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาสั่งให้จัดคนไปตรวจสำนวนตามอำเภอต่าง ๆ อีกครั้ง คราวนี้ให้ค้นคดีปล้นทรัพย์ฆ่าคนทั้งหมด ห้ามพลาดแม้แต่คดีเดียว
เมื่อเห็นว่าไม่มีธุระของตนแล้ว ฉินเฮ่อเซวียนจึงให้อาจารย์เว่ยอยู่ช่วยบิดา ส่วนตนกลับไปยังโรงหมออีกครั้ง
นับตั้งแต่มีบุคคลสำคัญมากมายมาที่นี่ในช่วงบ่าย ท่าทีของหมอที่มีต่อคนตระกูลเย่ก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
มิใช่ว่าก่อนหน้านี้หมอมีท่าทีไม่ดี เพียงแต่บัดนี้เขากระตือรือร้นขึ้นกว่าเดิมมาก
หากไม่กลัวว่าจะเป็นลางไม่ดี เขาคงอยากเชิญยายเย่ไปประดิษฐานไว้เสียแล้ว
ยังดีที่การวินิจฉัยของเขาก่อนหน้านี้ไม่ผิดพลาด พอตกค่ำ ยายเย่ก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
หลังฟื้นขึ้นมา ยายเย่กะพริบตาถี่ ๆ แล้วมองผู้คนที่ล้อมอยู่ข้างเตียง
