“แค่ประธานชวนฉันขึ้นรถ ก็เรียกว่าบริสุทธิ์ใจแล้วเหรอคะ?” เจียงหวานโต้กลับ “ถ้าคุณไม่ชวนฉันขึ้นรถ ฉันก็ไม่มีเจตนาอะไรอยู่แล้ว คุณว่าอย่างนั้นไหมคะ?”
หัวหยานเองก็พูดเก่งไม่เบา “ถ้าฉันไม่ชวนเธอขึ้นรถ เธอก็ไม่คิดจะให้ฉันดูข้อเสนอโครงการนี้งั้นเหรอ?”
“ฉันจะส่งให้คุณทางแอปแชทของบริษัท แล้วฝากข้อความไว้ด้วยค่ะ แต่ผลลัพธ์คงไม่ดีเท่ากับการที่ฉันอธิบายให้คุณฟังต่อหน้าแน่นอน”
หัวหยานไม่ใช่คนที่จะทำลายบรรยากาศ ยิ่งพนักงานของตัวเองตั้งใจขนาดนี้ เขาย่อมให้โอกาสอยู่แล้ว
“คุณเจียงหวานทำงานไวดีนะ ใช้เวลาไม่กี่วันก็ทำข้อเสนอฉบับสมบูรณ์ออกมาได้แล้ว แต่ฉันขอพูดไว้ก่อน ฉันมีมาตรฐานในการทำงานสูงมาก ถ้าข้อเสนอของเธอแย่ ฉันจะไม่ออมคำพูดแน่”
“คุณยอมสละเวลาอันมีค่ามาฟังข้อเสนอของฉัน ฉันก็ซาบซึ้งมากแล้วค่ะ ย่อมรับฟังทุกคำที่คุณพูดอย่างเต็มที่ งั้นเราเริ่มกันเลยนะคะ”
เจียงหวานทำงานฉับไว ไม่พูดวกวน พูดชัดถ้อยชัดคำ อธิบายได้ลื่นไหล สไลด์ก็เรียบกระชับ ตลอดการนำเสนอมีแต่ประเด็นสำคัญ ไม่มีคำพูดไร้สาระแม้แต่ครึ่งประโยค
หัวหยานไม่พูดแทรกแม้แต่คำเดียว เขาตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
ยี่สิบนาทีต่อมา เจียงหวานนำเสนอจบ เธอไม่สนใจแม้แต่จะพักดื่มน้ำให้หายคอแห้ง รีบมองหัวหยานด้วยสายตาคาดหวัง
“ประธานคะ คุณคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง? มีส่วนไหนที่นำไปใช้ได้ไหมคะ?”
ปลายนิ้วของหัวหยานเคาะโต๊ะเบา ๆ นี่คือท่าทางประจำตัวเวลาใช้ความคิด
“เริ่มจากข้อดีก่อน ปราสาททรายยังเป็นจุดเด่นที่สุด ครั้งนี้เธอเพิ่มข้อมูลมาสนับสนุน ทำให้ข้อเสนอน่าเชื่อถือขึ้น ส่วนบริการดูแลเด็กที่ต่อยอดขึ้นมาก็แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แม้ความเป็นไปได้จะยังต้องพิสูจน์ก็ตาม อีกอย่าง บริการสำหรับครอบครัวแบบครบวงจรที่มีทั้งทำเล็บและห้องเล่นเกม เป็นแนวคิดที่แหวกกรอบมาก ใช้เป็นจุดขายทางการตลาดได้”
