หลินเว่ยหมินตาแดงก่ำ กล่าวตัดพ้อว่า
“ย้ายกลับมา? คนตั้งเท่าไรลงชนบทไปห้าหกปี มีใครได้กลับมาบ้าง?
พูดออกมาแล้วใครจะเชื่อ?”
หลินเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วแน่น
“แล้วแกอยากทำยังไง? ตอนนี้พูดอะไรไปก็สายแล้ว ชื่อของแกส่งขึ้นไปแล้ว
แกเคยได้ยินไหมว่าลงชนบทแล้วจะเปลี่ยนตัวคนได้? นโยบายของรัฐจะทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ได้หรือ?
พูดมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ถ้าชื่อแกยังไม่ถูกส่งขึ้นไป
พวกเรายังพอหาทางผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง แต่ตอนนี้เรื่องมันแน่นอนแล้ว”
จ้าวซิ่วเหลียนเสียใจจนแทบขาดใจ!
ทำไมถึงไม่รีบส่งชื่อของลูกสาวสองคนไปตั้งแต่แรก
ดันรอจนการรับสมัครคนงานจบเสียได้?
จ้าวซิ่วเหลียนทรุดนั่งลงกับพื้น ตบต้นขาพลางร้องไห้โฮ
“ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรมา? ลูกชายดี ๆ ต้องถูกส่งไปลำบากที่ชนบท
ส่วนเด็กผู้หญิงสองคนนั่นโชคดีเหลือเกิน สอบได้เป็นคนงาน
ทำไมเว่ยหมินของฉันถึงต้องไปตากลมตากแดดอยู่ชนบทด้วย?”
หลินเว่ยหมินไถลตัวลงไปนั่งกับพื้นข้างกำแพง มองหลินจือกับหลินซูที่นั่งกินบะหมี่อยู่ริมโต๊ะอย่างสบายใจด้วยสายตาเคียดแค้น
แววตาราวกับอยากกินเลือดกินเนื้อ
“ทำไม? ทำไมพวกเธอสองคนถึงได้อยู่ในเมืองเป็นคนงาน
แต่ฉันต้องไปลงชนบท?”
หลินจือมีสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงไม่เร่งไม่ร้อน
“ถ้ายังตะโกนกันต่อ เดี๋ยวก็เรียกคนจากคณะกรรมการปฏิวัติมาหรอก พวกคุณเห็นแต่ความสุขสบาย มองว่าการลงชนบทเป็นความลำบาก
ทั้งยังต่อต้านนโยบายของรัฐที่ส่งคนหนุ่มสาวขึ้นเขาลงชนบท
ถ้ามีคนเอาเรื่องไปฟ้องคณะกรรมการปฏิวัติ ดูสิว่าพวกคุณจะลงเอยยังไง?”
