คืนนี้ฉายเรื่อง【วีรบุรุษและบุตรธิดา】 ที่ลานมีม้านั่งยาวเรียงอยู่เต็มไปหมด ยังมีเก้าอี้ตัวเล็กที่พนักงานหอบมาจากบ้านด้วย
จัดวางไว้ทั่วทั้งลาน
หลินจือกับคนอื่น ๆ ก็หาม้านั่งมาสองตัวแล้วนั่งลง
นั่งได้ไม่นาน เครื่องฉายก็ส่งเสียง “กึก” ก่อนเริ่มทำงาน ภาพพลันปรากฏขึ้นบนจอผ้า
ทั้งลานเงียบลงในพริบตา
สายลมยามค่ำพัดใบต้นหยางริมทางให้เสียดสีกันดังซู่ซ่า พาความร้อนอบอ้าวช่วงสุดท้ายของฤดูร้อนให้จางหายไป
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องราวของทหารอาสาที่ปกป้องบ้านเมืองและมาตุภูมิในสมรภูมิต่อต้านอเมริกาและช่วยเหลือเกาหลี
เมื่อเห็นตัวละครบนจอผ้าตะโกนว่า “ยิงมาที่ฉัน!” ลานฉายหนังก็เงียบสนิท
แม้แต่เสียงเคี้ยวเมล็ดแตงที่ดังอยู่ก่อนหน้านี้ก็หยุดลง
หลินเป่าจับมือหลินจือไว้ ดวงตาจ้องจอผ้าไม่กะพริบ ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า
“พี่ครับ คุณลุงคนนี้กล้าหาญจริง ๆ”
หลินจือลูบขวัญผมของเขา ในใจก็พลอยรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา
คนรุ่นก่อนเหล่านั้นแบกปืน ใช้เลือดเนื้อของตนเองขวางกระสุนปืนใหญ่ของศัตรู จึงแลกมาเป็นชีวิตที่พวกเธอมีในวันนี้
เธอไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ชมหนังกลางแปลงแบบนี้มาก่อน ได้ยินเพียงเรื่องเล่าผ่าน ๆ จากผู้ใหญ่เท่านั้น
ตอนนี้เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ทั้งยังได้ดูหนังที่เล่าเรื่องการปกป้องบ้านเมืองและมาตุภูมิ
ยากเหลือเกินที่จะไม่ซาบซึ้งใจ
น้ำตาของหลินจือร่วงลงบนหลังมืออย่างเงียบงัน ความปวดร้าวพลันเอ่อท้นในใจ
เธออยู่ในยุคสิ้นโลกมานานจนแทบลืมไปแล้วว่าน้ำตาเป็นอย่างไร
เมื่อมองดูภาพการต่อสู้ท่ามกลางห่ากระสุน ความโศกเศร้าที่กดทับอยู่ในใจมานานก็พังทลายลงในที่สุด
