ไป๋เหยาอาศัยอยู่ในเมืองฮวาฉือมานานขนาดนี้ ย่อมเคยได้ยินเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นที่นี่มามาก เธอถามด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณไปสืบเรื่องพวกนี้ จะไม่อันตรายหรือ?”
หลูเชิงส่ายหน้า “คงไม่หรอกครับ คนใหญ่คนโตที่สนใจเรื่องพวกนี้มีเยอะ นักข่าวก็มีตั้งมากมาย ผมก็แค่นักข่าวฝึกหัดตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครสนใจผมหรอกครับ”
“ใครว่า?” ไป๋เหยาโต้กลับ “ฉันว่าคุณสะดุดตาจะตาย ตั้งแต่เห็นคุณครั้งแรก ฉันก็ละสายตาจากคุณไม่ได้แล้ว”
หลูเชิงมองเธอด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม “คนที่คิดว่าผมสะดุดตา ก็มีแค่เหยาเหยาคนเดียวเท่านั้นแหละครับ”
ไป๋เหยาขมวดคิ้วน้อย ๆ “นั่นก็เพราะคนอื่นสายตาไม่ดีต่างหาก”
หลูเชิงยิ้มพลางพยักหน้าคล้อยตาม “ใช่ครับ ในโลกนี้มีแค่เหยาเหยาที่สายตาดีที่สุด”
ไป๋เหยาค่อนข้างพอใจกับคำตอบของเขา เธอเก็บสร้อยคอลูกไม้สตรอว์เบอร์รีเส้นนั้นไว้ให้ดี หลังจากกินข้าวกับหลูเชิงเสร็จ เขาก็ไปส่งเธอขึ้นรถเมล์ ส่วนหลูเชิงต้องกลับไปทำงานที่สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ ทั้งคู่จึงนัดเจอกันหลังเลิกงาน
รถเมล์ไปหยวนหวาเชอะมีเพียงสาย “44” และวิ่งแค่สามรอบต่อวัน คือช่วงเช้า กลางวัน และเย็น คนขับเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ตอนที่ไป๋เหยาขึ้นรถ เขาจ้องเธอตาไม่กะพริบ แถมยังอดเช็ดปากไม่ได้
แต่แล้วเขาก็เห็นคนที่มาส่งไป๋เหยาขึ้นรถ
หลูเชิงแตะบัตรโดยสารให้ไป๋เหยา ก่อนจะยิ้มเป็นมิตรให้คนขับ “รบกวนส่งแฟนผมกลับไปให้ปลอดภัยด้วยนะครับ”
คนขับนั่งตัวตรง สีหน้าตื่นกลัว ก่อนจะพยักหน้าหงึก ๆ
ไป๋เหยากล่าวลาหลูเชิง แล้วนั่งลงตรงที่นั่งริมหน้าต่าง รถเที่ยวนี้มีเธอเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียว แต่เมื่อดูจากเวลาและทำเลของหยวนหวาเชอะที่ค่อนข้างห่างไกลแล้ว มีผู้โดยสารแค่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลูเชิงบอกว่า คนขับรถสายนี้ก็เป็นชาวหยวนหวาเชอะเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเก็บตัวและไม่ชอบพูด ไป๋เหยาจึงเลิกล้มความคิดที่จะชวนคุย
เมื่อถึงจุดหมาย ไป๋เหยาลงจากรถ แต่ไม่ได้รีบกลับบ้าน เธอแวะซื้อของมาหอบใหญ่ที่ร้านค้า จากนั้นก็เดินไปยังบ้านสีขาวหลังที่อยู่ด้านหลังบ้านของเธอ แล้วเคาะประตู
