หลี่หมิงเอ๋อเงยหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “พี่สะใภ้ใหญ่ตรวจบัญชีก็เป็นเรื่องดี บัญชีในบ้านยุ่งเหยิงมานานแล้ว ควรมีคนจัดการเสียที” เธอเว้นไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย “แต่พี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วัน คงยังไม่รู้เรื่องราวในบ้านทั้งหมด ส่วนฉันก็พูดไม่เก่ง พูดมากไปก็กลัวจะยิ่งทำให้วุ่นวาย”
ม่ายซุ่ยมองเธอแล้วยิ้ม
ฟังดูสิ บอกว่าไม่พูด ๆ แต่คำเดียวกลับวกวนได้ตั้งแปดร้อยตลบ
เริ่มจากบอกว่าตรวจบัญชีเป็นเรื่องดี เพื่อดึงตัวเองออกจากเรื่อง ต่อมาก็บอกว่าพี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งเข้าบ้านมา ยังไม่รู้เรื่องราวในบ้าน เพื่อบั่นทอนความมั่นใจของม่ายซุ่ยไปครึ่งหนึ่ง สุดท้ายก็ปิดท้ายด้วยคำว่ากลัวทำให้วุ่นวาย ราวกับว่าเธอเป็นคนเดียวที่คิดถึงทุกคนในบ้าน
“น้องสะใภ้สามถ่อมตัวเกินไปแล้ว ปากเธอไม่ได้พูดไม่เก่งสักหน่อย” ม่ายซุ่ยวางตะเกียบพาดบนชาม น้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนกำลังคุยเรื่องทั่วไป “ฉันเพิ่งเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วันจริง แต่เรื่องบัญชีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเข้าบ้านมานานแค่ไหน ตัวเลขไม่รู้จักเกรงใจใคร มีเท่าไรก็เท่านั้น เธอว่าไหม”
รอยยิ้มตรงมุมปากของหลี่หมิงเอ๋อยังคงเดิม แต่แววตากลับอ่อนลงไปเล็กน้อย
กู้ชิงเย่เงียบมาตลอด
เขานั่งอยู่ข้างม่ายซุ่ย สายตากวาดมองระหว่างม่ายซุ่ยกับหลี่หมิงเอ๋อไปมารอบหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่บนใบหน้าของม่ายซุ่ย
เขานึกขึ้นได้ว่าเธอบอกให้เขากลับไปรอใต้ต้นหยางเก่า คงเป็นช่วงนั้นเองที่เธอไปจัดการเรื่องนี้
เขาก้มหน้าลง ยกชามขึ้นดื่มซุปหนึ่งอึก
ผู้หญิงคนนี้มีแผนการไม่น้อยจริง ๆ
หวังชุ่ยเจวียนถูกม่ายซุ่ยพูดจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอหันไปมองกู้ชิงซาน สายตาราวกับจะบอกว่า ‘คุณช่วยพูดอะไรให้ฉันหน่อยสิ’ แต่กู้ชิงซานก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย
เถี่ยวตั้นไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังคุยอะไรกัน ยังยื่นตะเกียบไปคีบซี่โครงเพิ่ม แต่กลับโดนหวังชุ่ยเจวียนฟาดหลังมือเข้าให้
เถี่ยวตั้นเจ็บจนร้องไห้โฮ กุมหลังมือแล้วแหกปากโวยวาย “แม่ตีฉันทำไม! ฉันยังไม่ได้เอาเงินไปสักหน่อย!”
