กาลเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว เผลอพริบตาเดียวก็ผ่านไป 4 ปี จนมาถึงปี 1955
รถไฟค่อย ๆ แล่นเข้าสู่สถานีชายแดนของมณฑลวาย
เหมียวชูนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองทิวทัศน์ด้านนอกที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลา 4 ปีที่ศึกษาอยู่ในประเทศวายทำให้เธอสลัดความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาในวันวานไปจนหมด ตอนนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน เหมียวชูสวมกระโปรงยาวสีน้ำเงิน ทับด้วยเสื้อสีขาว สวมรองเท้าหนังสีขาวคู่เล็ก ผมถูกรวบลวก ๆ เป็นหางม้าปล่อยพาดลงมาที่หน้าอก
ผิวของหญิงสาวขาวผ่อง ดวงตาคู่นั้นราวกับซ่อนหมู่ดาวนับหมื่นไว้ แววตาสุกใสเป็นประกาย
เธอไม่ได้เลือกกลับฮ่องกง
พ่อแม่ตั้งหลักปักฐานที่ฮ่องกงได้เรียบร้อยแล้ว ความห่วงกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจเหมียวชูจึงคลี่คลายลง เธอไม่ต้องกังวลอะไรอีก
ก่อนออกเดินทาง เธอตั้งใจส่งจดหมายฉบับยาวไปให้พ่อแม่ ถ่ายทอดความคิดถึงผ่านตัวอักษร และบอกการตัดสินใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
เธอสละชีวิตแสนสะดวกสบายในฮ่องกงและอนาคตอันสดใสในวิชาชีพแพทย์ กลับมาตุภูมิเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ
ที่จริงแล้ว ภายใต้การแนะนำของพ่อ เธอเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างลับ ๆ มานานแล้ว และได้เป็นสมาชิกพรรคผู้ทรงเกียรติคนหนึ่ง
การกลับประเทศครั้งนี้ เธอติดต่อประสานงานกับลุงต้าหย่งไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนในใจ
เธอจะเปิดโรงพยาบาลของกองทัพในหน่วยทหารชายแดน โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการก่อสร้างทั้งหมดเอง ทั้งยังจะจัดเตรียมยาและอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยตัวเอง
เหมียวชูครุ่นคิดเงียบ ๆ ในใจ สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าสิบปีทำให้เธอเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า มีเพียงกองทัพที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะปกป้องประเทศและครอบครัวให้สงบสุขได้ และมีเพียงโรงพยาบาลทหารเท่านั้นที่จะคงอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางยุคสมัยอันวุ่นวาย
ในช่วง 4 ปีนี้ เธอยังค้นพบเรื่องหนึ่งที่เก็บเป็นความลับ
เมื่อประเทศแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน มิติพื้นที่วิเศษและทักษะพิเศษของเธอก็ค่อย ๆ อ่อนกำลังลง กระทั่งมีแนวโน้มว่าจะเลือนหายไป
