เหมียวชูรู้ว่าศึกครั้งนี้ไม่น่าจะปะทุขึ้นจริง ๆ
ตอนนี้ทุกฝ่ายต่างกำลังแสดงละคร ไม่มีใครอยากให้คนอื่นจับผิดได้
เธอเพียงต้องรอ
แต่การรอคอยนั้นช่างยาวนาน
สงครามดำเนินต่อเนื่องนานถึง 2 ชั่วยาม
ไม่นานก็มีเสียงตะโกนดังมาจากด้านนอก “ถอนทัพแล้ว พวกเขาถอนทัพแล้ว!”
“ฟ้าสางเมื่อเช้า กองบัญชาการกองพลก็ส่งคำสั่งมา บอกว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้ามาไกล่เกลี่ยแล้ว พวกที่คิดจะมาแย่งผลงานเลยต้องถอยทัพกลับไปอย่างหงอย ๆ!” เสี่ยวเตี๋ยยกอ่างน้ำเข้ามา พลางพูดเสียงดัง “น่าโมโหจริง ๆ เมืองนี้พวกเราสู้แทบถวายชีวิตกว่าจะตีมาได้ พวกนั้นกลับหวังจะนั่งรับผลงานไปเฉย ๆ ไม่พอ ยังคิดจะใช้กำลังอีก โชคดีที่ผู้บัญชาการกองพลใจแข็ง ไม่ปล่อยให้พวกนั้นทำสำเร็จ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหมียวชูก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เธอเดินไปที่หน้าต่าง แง้มออกเล็กน้อยแล้วมองไปด้านนอก บนถนนเหล่าทหารกำลังเร่งเก็บกวาดสนามรบ ชาวบ้านทยอยออกจากบ้านมาช่วยขนย้ายสิ่งของและรักษาผู้บาดเจ็บด้วยความสมัครใจ
บนกำแพงเมือง ธงแดงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่ ณ ที่ของมันอีกครั้ง
“เจียวเจียว” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นตรงประตู ลู่จินอานเดินเข้ามา เครื่องแบบทหารเปื้อนฝุ่นและคราบเลือด ใต้ตาเผยความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน ทว่าดวงตากลับสุกใสเป็นพิเศษ “พี่หย่งเป็นยังไงบ้าง?”
“พี่จินอาน ลุงต้าหย่งดีขึ้นมากแล้ว น่าจะใกล้ฟื้นแล้วค่ะ” เหมียวชูขยับหลบให้เขาเข้ามา “ข้างนอกจัดการเรียบร้อยหรือยังคะ?”
“อืม กวาดล้างข้าศึกที่เหลือหมดแล้ว กองทัพมิตรก็ถอนกำลังไป เมืองเกาโหยวปลอดภัยแล้ว” ลู่จินอานเดินไปข้างเตียง มองเหมียวหย่งที่หลับสนิทอีกครั้ง รอยยิ้มโล่งใจแต้มที่มุมปาก “ครั้งนี้ต้องขอบคุณเธอมาก เจียวเจียว ถ้าเธอไม่ได้เอาเศษกระสุนกับลูกปืนออกจากตัวพี่หย่งทันเวลา แล้วยังใช้ ‘ยาแก้ปวด’ ประคองอาการผู้บาดเจ็บไว้ ความสูญเสียของพวกเราคงหนักกว่านี้มาก”
