เหมียวเจ๋อหัวมองออกไปนอกหน้าต่าง เสียงเฉลิมฉลองที่เคยครึกครื้นค่อย ๆ เบาบางลง จู่ ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวังที่แทบข่มไว้ไม่อยู่ “หว่านชิง พวกเราชนะแล้ว ถึงเวลาเก็บข้าวของกลับมณฑลซานตงกันหรือยัง?”
เยว่หว่านชิงนั่งพับผ้าหยาบที่เพิ่งทอเสร็จอยู่ข้างเตียงเตา พอได้ยินดังนั้น มือที่กำลังทำงานก็ชะงักลง
“ใช่สิ เราควรกลับไปตั้งนานแล้ว เรียกต้าย่งไปด้วยเถอะ เด็กคนนั้นน่าจะยังอยู่ที่เหยียนอัน พอดีจะได้เดินทางไปด้วยกัน”
“แล้วก็เมิ่งโป่กับพวกเขาด้วย!” เหมียวเจ๋อหัวตบต้นขาตัวเองดังฉาด น้ำเสียงพลอยสดใสขึ้นไม่น้อย
“คราวนี้กลับไปแล้ว เราจะเปิดโรงเรียนขึ้นมาใหม่ ให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือกันทุกคน!” เหมียวเจ๋อหัวติดใจการสอนหนังสือเสียแล้ว
เหมียวชูนั่งอยู่ข้าง ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป
ความหวังที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของพ่อแม่ทำให้เธอปวดใจ เธอรู้ดีว่าชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น หลังจากนี้ยังมีสงครามปลดปล่อยอีกสามปี กระทั่งเรื่องราวในภายหลัง...
เธอกำหมัดแน่น ลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยเสียงเบา “พ่อคะ หนูหมายถึง... พ่อเคยคิดไหมว่าเราน่าจะไปอยู่ต่างประเทศสักสองสามปีก่อน?”
บรรยากาศภายในถ้ำดินเงียบกริบลงในพริบตา
เหมียวเจ๋อหัวหยุดฝีเท้า หันมามองลูกสาว รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป คิ้วค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเหมียวชูแล้วนั่งยองลง น้ำเสียงจริงจังแต่ยังคงอ่อนโยน “เจียวเจียว บอกพ่อสิ ทำไมถึงคิดแบบนี้? เป็นคนอย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง ตอนนี้เรามีเงิน มีความสามารถมากขึ้น ก็ยิ่งไม่ควรหนีไปไหน แผ่นดินผืนนี้เลี้ยงดูพวกเรามา ตอนนี้มันบอบช้ำ เราก็ควรอยู่ช่วยกันสร้างบ้านเมือง ไม่ใช่หรือ?”
เหมียวชูมองแววตาจริงจังของพ่อ ความรู้สึกขมขื่นเอ่อขึ้นในใจ
เธอรู้ดีว่าคนรุ่นพ่อแม่มีความรักชาติฝังแน่นอยู่ในหัวใจ ราวกับรากไม้ที่หยั่งลึกลงในผืนดินนี้
เธอนึกถึงเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทั้งที่มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย แต่กลับยอมทุ่มสุดตัวเพื่อกลับประเทศ แม้ระหว่างทางจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคนับไม่ถ้วนก็ตาม
