สวีหว่านหนิงรู้สึกได้ชัดเจนว่าปลายนิ้วของเขาไล้ผ่านลำคอเธออย่างแผ่วเบา จุดอ่อนไหวนั่นทำเอาเธออดสะท้านไม่ได้
ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอด้านหลัง ยิ่งชวนให้ใจสั่น
รอบข้างเงียบเกินไป เงียบเสียจนเธอเหมือนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัวดั่งกลอง
ปลดสร้อยคอออกแล้ว สวีหว่านหนิงก็เอ่ยเบา ๆ ว่า "ขอบคุณค่ะ"
ลู่เยี่ยนเป่ยจ้องมองเธอจากที่สูง ลมหายใจอุ่น ๆ พัดผ่านกระหม่อมเธอ
"เมื่อคืนเพิ่งเจอกัน วันนี้ทำเป็นไม่รู้จักแล้วเหรอ"
สวีหว่านหนิง: "..."
ลู่เยี่ยนเป่ยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เขาเองยังไม่ยอมรับว่ารู้จักกัน สวีหว่านหนิงจะกล้าหน้าด้านไปตีสนิทได้ยังไง เธอนึกว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว ที่ไหนได้ วันรุ่งขึ้นก็ชนกันจัง
แถมยังเป็นน้าชายของคู่อริเธอเสียอีก
นี่มันโชคชะตาบ้าอะไรกัน!
"ชุดนี้เหมาะกับคุณดี"
คำพูดของเขาทำให้สวีหว่านหนิงนึกย้อนไปถึงเมื่อคืน ร่างกายเริ่มร้อนผ่าว
ใคร ๆ ก็ว่ากันว่า ลู่เยี่ยนเป่ย ประธานบริษัทเซิ่งซื่อ เป็นคนสุขุมเยือกเย็น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกามารมณ์
แต่คนเมื่อคืน ในเรื่องนั้น... ไม่จืดชืดเลยสักนิด
คิดถึงตอนนี้ เธอยังรู้สึกปวดเอวขาอ่อน
ลู่เยี่ยนเป่ยช่วยปลดสร้อยให้ มองจี้พระพุทธรูปหยกมรกต ลวดลายประณีต เป็นหยกชั้นดีที่หาดูได้ยาก "ขี่ม้าเป็นไหม"
"ไม่เป็นค่ะ"
"ฉันสอนให้"
สวีหว่านหนิงรู้สึกแปลกใจ
——
เมื่อสวีหว่านหนิงมาถึงสนามม้า เด็กเลี้ยงม้าก็จูงม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่งออกมารอแล้ว
ม้าตัวสูงใหญ่ทำให้เธอดูเล็กจ้อยขึ้นไปอีก ตอนพลิกตัวขึ้นม้า กีบม้าก้าวไปมา หางม้าปัดฝุ่น เธอกลัวมากว่าจะถูกเหวี่ยงตก เหยียบโกลนไว้ มือทั้งสองข้างไม่รู้จะจับตรงไหน
ตอนที่ลู่เยี่ยนเป่ยคว้าบังเหียนแล้วขึ้นม้า หลายคนรอบข้างเผยสีหน้าชวนตีความ
ส่วนเฉินไป๋อันก็โกรธจนเส้นเอ็นที่ขมับปูดโปน
พฤติกรรมของสวีหว่านหนิงแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากการสวมเขาให้เขาต่อหน้าธารกำนัล!
สวีหว่านหนิงเห็นสีหน้าถมึงทึงของเฉินไป๋อันแล้ว ก็เม้มปาก
สมาธิทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับเขา ไม่ทันสังเกตเลยว่าลู่เยี่ยนเป่ยพลิกตัวขึ้นม้าแล้ว
กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่แผงอกอุ่น ๆ ของชายหนุ่มแนบชิดเธอ
ลู่เยี่ยนเป่ยยื่นมือไปจับบังเหียน วงแขนทั้งสองข้างโอบรั้งตัวเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างเป็นธรรมชาติ
"ต่อหน้าฉัน ยังมองชายอื่นอีก" เสียงเขากระซิบแนบหู ลมหายใจร้อนผ่าว
สวีหว่านหนิงหน้าแดง
ลู่เยี่ยนเป่ยตวัดแส้ม้าเบา ๆ ม้าขยับตัว ร่างทั้งสองแนบชิดกันยิ่งขึ้น สนิทแนบแน่น
"อย่าเกร็ง ผ่อนคลายหน่อย"
ริมฝีปากบางของเขาเสียดสีผ่านใบหูเธอ จุดประกายไฟ จนใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอแดงก่ำไปหมด
ขณะที่เธอกำลังบังคับตัวเองให้ผ่อนคลาย จู่ ๆ ม้าที่อยู่ใต้ร่างก็กระตุกวูบ แล้วพุ่งทะยานออกไป
เธออดไม่ได้ ร้องลั่นด้วยความตกใจ
ทั้งตัวกระเด็นกระดอนบนหลังม้า เธอไม่เคยขี่ม้ามาก่อน อานม้ากัดเสียจนขาเจ็บ ใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก รู้สึกเพียงว่ามึนหัวตาลาย ทำได้แค่ซบพิงคนข้างหลังแน่นขึ้น
เสียงลมหวีดหวิวข้างหู สวีหว่านหนิงรู้สึกว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว
"หยุด รีบหยุดเถอะ ขอร้องล่ะ!"
เสียงของสวีหว่านหนิงเจือสะอื้นนิด ๆ
จนกระทั่งห่างจากผู้คน ลู่เยี่ยนเป่ยถึงได้รั้งม้าไว้ แล้วพลิกตัวลง
สวีหว่านหนิงรอให้ใจสงบลงสักพัก ก็รีบลงจากม้าทันที เมื่อคืนถูกเล่นงานซะหนัก ขาก็อ่อนปวกเปียกอยู่แล้ว ยังมาโดนอานม้ากัดเสียเจ็บแปลบ ไร้เรี่ยวแรง ยืนไม่ถนัด ขาทั้งสองข้างเจ็บจนชาสั่น
"ตอนยั่วยวนฉันเมื่อวาน ใจถึงกว่านี้อีกนะ"
"ฉันไม่ได้ทำ"
"คุณเป็นคู่หมั้นของเฉินไป๋อัน รู้ว่าซินอวี่กับฉันมีความสัมพันธ์อะไรกัน ก็เลยจงใจเข้าใกล้ฉันงั้นเหรอ"
เขาจ้องมองตรง ๆ คล้ายกำลังไต่สวน
สวีหว่านหนิงรู้สึกหนาววาบไปทั้งตัวในบัดดล
"กินยาคุมแล้วหรือยัง"