“ฉันไปได้หรือยัง?” ใบบางบนใบหน้างดงามของสวีชิงอวี่มีรอยฝ่ามือชัดเจน
เธอไม่อยากให้ใครเห็น จึงก้มหน้าลง ใช้ผมยาวปกปิดแก้มข้างหนึ่งไว้
ฉู่ซิงยังไม่ค่อยวางใจ เขากลัวว่าพรุ่งนี้ไปโรงเรียนจะไม่ได้เจอสวีชิงอวี่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ความหมายของการได้เกิดใหม่อีกครั้งก็จะสูญเสียไปเกินครึ่ง เขาจึงหยิบจดหมายนั้นออกมาอีกครั้ง พลางข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว:
“บอกไว้ก่อนนะ ห้ามคิดอะไรเกินเลย ถ้าพรุ่งนี้แกไม่มาโรงเรียน ฉันจะอ่านจดหมายนี้หน้าทุกคนในโรงเรียน แกรู้ใช่ไหม ฉันทำแบบนั้นได้จริง ๆ”
สวีชิงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่บนใบหน้าไม่มีทั้งความโกรธและความไม่พอใจ เธอแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ฉันฟังนาย”
ฉู่ซิงถึงจะพอใจ
ตอนนั้นเอง สวีชิงอวี่ค่อย ๆ หยิบเศษเงินสามบาทห้าสตางค์กับผ้าอนามัยบนโต๊ะขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พอเธอกำลังเดินสวนกับฉู่ซิง อยู่ ๆ เขาก็ดึงข้อมือเธอไว้
สวีชิงอวี่คิดว่าฉู่ซิงจะรื้อตัวเธออีกครั้ง ตกใจจนรีบถอยหนี ดวงตาโต ๆ กะพริบมองเขาอย่างน่าสงสาร
ฉู่ซิงพูดขึ้นว่า “จะไปแล้วเหรอ? ยังไม่ได้จ่ายค่ากาแฟกับเค้กเลยนะ”
สวีชิงอวี่เหลือบมองกาแฟที่ยังร้อนกรุ่นกับเค้กครีมที่เธอกินไป พยามเถียงด้วยเหตุผลว่า “ฉันไม่ได้ดื่มกาแฟ” พูดจบก็หยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “แล้วเค้กก็เป็นนายให้ฉันกินเองนะ~”
ฉู่ซิงหน้านิ่ว “ฉันให้กินก็กินเหรอ? ฉันให้แกไปตาย แกจะไปตายไหมล่ะ อย่ามาพูดมาก เค้กสิบห้าบาท แกมีสามบาทห้าอยู่ในมือไม่ใช่เหรอ? ยังเหลือเป็นหนี้ฉันอีกสิบเอ็ดบาทห้า”
ฉู่ซิงแย่งเงินทอนจากมือเธอมาอย่างไม่เกรงใจ แม้แต่ผ้าอนามัยก็ไม่เว้น “อันนี้ฉันคิดให้บาทนึง ยังเหลือเป็นหนี้ฉันสิบบาทห้าสตางค์”
สวีชิงอวี่กัดริมฝีปากแดง มองฉู่ซิงด้วยสายตาเจ็บใจ
เงินสามบาทห้านั้นเป็นค่าข้าวสองวันของเธอ เพิ่งกินเค้กไปจนอิ่ม จะอดข้าวสองวันก็คงไม่เป็นไร
แต่ผ้าอนามัยนี่สิ... ประจำเดือนเธอมาอีกสองวัน เธอไม่มีเงินจริง ๆ ที่จะซื้ออันใหม่
ฉู่ซิงมองสีหน้าอ้อน ๆ ไร้พิษสงของสวีชิงอวี่แล้วรู้สึกว่าน่ารักมาก
อดที่จะแกล้งเธอไม่ได้
ว่าแล้วเขาก็หยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาอีกครั้ง พลางพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เขียนใบรับสภาพหน่อยสิ เดี๋ยวพอมีเงินค่อยใช้หนี้”
ฉู่ซิงหยิบปากกาขึ้นมา เขียนลงบนจดหมายแผ่นนั้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าใช้ลายมือของสวีชิงอวี่
พอสวีชิงอวี่เห็นตัวเลขบนใบรับสภาพ เธอรีบโกรธขึ้นมาทันที “ฉู่ซิง นายอย่าไปไกลเกินได้ไหม ฉันทั้งที่เป็นหนี้นายแค่สิบบาทห้า แต่แกเขียนตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ ฉัน……ฉัน……”
แก้มเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที ดวงตาเต็มไปด้วยไฟแห่งความอับอาย หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง จากนั้นเธอกระทืบเท้าอย่างแรง ตะโกนเสียงดัง “พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องครูประจำชั้นว่านายรังแกฉัน” เสียงของเธอปนสะอื้น
ฉู่ซิงสังเกตเห็นว่าสวีชิงอวี่อ่อนไหวเรื่องเงินมาก ต่อให้ตอนนั้นเขารื้อค้นตัวเธอทั้งตัว เธอยังไม่โต้ตอบขนาดนี้ ทำให้เขาเพิ่มความประทับใจว่าเธอเป็นคนขี้เหนียวอีกร้อยแปด
แน่นอน ฉู่ซิงก็รู้เหมือนกันว่าสวีชิงอวี่จนจริง ๆ
เขาจึงทำเป็นหยิบกระดาษขึ้นมาดูอีกรอบ ยกคิ้วขึ้นพลางพูด “จริงด้วย ฉันเขียนผิดเอง ขี้เกียจแก้ งั้นแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันเพิ่มให้อีกหนึ่งร้อยสี่สิบบาท งี้แกก็จะติดหนี้ฉันหนึ่งร้อยห้าสิบใช่ไหม?”
ครอบครัวฉู่ซิงเปิดร้านกาแฟ มีสาขาอยู่ตั้งหลายร้าน เขาไม่ได้จนขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอย่างนั้น ตอนมัธยมปลายเขาก็คงไม่เป็นคนหยิ่งทะนงแบบนี้
เขาหยิบธนบัตรร้อยบาทสองใบออกจากกระเป๋า ยื่นให้อีกฝ่ายพร้อมพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันไม่มีเงินเศษ ที่เกินมาก็ถือว่าเป็นค่าปลอบใจแกแล้วกัน”
สวีชิงอวี่เอียงศีรษะเล็กน้อย จ้องมองฉู่ซิงตรง ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ดวงตาโตเป็นประกายอยู่ ๆ ก็มีแววสดใสวับวาวขึ้นมา
เธอมองคิ้วเข้มกับดวงตาคมของฉู่ซิง ใบหน้าเธอราวกับดอกท้อกำลังเบ่งบาน สีแดงเรื่อจาง ๆ แผ่จากแก้มไปจนถึงใบหู
พอเธอเห็นฉู่ซิงหันมามอง เธอก็รีบหลบสายตาอย่างตกใจ ความเขินอายบนใบหน้ายิ่งทวีมากขึ้น
ฉู่ซิงเคยนึกฝันถึงฉากแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้เหยียบคันเร่งลงไป... ถ้าสวีชิงอวี่ได้มีชีวิตอยู่ คงจะดีแค่ไหน
ฉู่ซิงเคยสืบประวัติครอบครัวของสวีชิงอวี่มาแล้ว รู้ว่าพ่อเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเล็ก แม่ต้องเลี้ยงเธออย่างลำบาก เขาเคยคิดจะช่วยสวีชิงอวี่ฝ่าวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ต่อให้ต้องยกคาเฟ่ทั้งร้านให้เธอ เขาก็ยอม~
ถึงแม้คนในครอบครัวอาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
และวันนี้ เขาก็ได้สมหวังในที่สุด
ในชั่วขณะนี้ ความคิดของฉู่ซิงโล่งโปร่ง แม้แต่ความแค้นที่สั่งสมมายี่สิบปีก็จางหายไปไม่น้อย มุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มสว่างใส เกือบจะร้องเพลงออกมาด้วยความดีใจ
สวีชิงอวี่มองดวงตาที่เป็นประกายของฉู่ซิง แล้วก็เข้าใจความตั้งใจของเขาได้ในทันที
ในใจยิ่งแน่ใจมากขึ้นว่า ฉู่ซิงคือคนที่สวรรค์ส่งมาช่วยเธอ
เธอรู้สึกอยู่ดี ๆ ว่า โลกใบนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้
ตอนเดินออกจากคาเฟ่ แสงแดดบนหัวกำลังดี
สวีชิงอวี่ก้มหน้าก้าวเดินไป แต่ข้อมือก็ถูกฉู่ซิงดึงไว้แน่นอีกครั้ง
เธอหันหลังกลับไปมอง ดวงตาที่เยือกเย็นไร้ซึ่งความหม่นหมองและสิ้นหวังอีกต่อไป กลับมีแววสงสัยปนอยู่บ้าง
“ผ้าอนามัยที่แกใช้ คุณภาพแย่มาก กลับไปซื้ออันดี ๆ ใหม่ พรุ่งนี้ฉันจะตรวจ”
สวีชิงอวี่รีบมองซ้ายมองขวาเป็นเชิงสันชาตญาณ กลัวคนที่เดินผ่านไปมาจะได้ยิน
แต่ฉู่ซิงไม่สนใจเรื่องพวกนั้น ผ้าอนามัยที่สวีชิงอวี่ใช้คุณภาพแย่จริง ๆ สัมผัสหยาบกระด้าง ผิวด้านนอกกระทั่งมีเม็ดเล็ก ๆ และลวดลายที่ไม่สม่ำเสมอ เขากลัวว่าถ้าใช้ไปนาน ๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพของเธอ
ฉู่ซิงรู้ว่าสวีชิงอวี่เสียดายเงิน เขาจึงจ้องตากเธออย่างจริงจัง “ผ้าอนามัยแผ่นเล็ก ๆ ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก แกตอนนี้ไม่ยอมเสียเงินซื้อของดี ๆ พอร่างกายมีปัญหาทีหลัง ต้องเสียค่าเสียหายอีกเป็นร้อยเท่าเพื่อดูแลรักษา ฟังฉันนะ ต้องซื้อของดี ๆ เข้าใจไหม?”
สวีชิงอวี่ถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมฉู่ซิงถึงยึดผ้าอนามัยแผ่นนั้นไป
ถึงแม้เธอจะเสียดายเงินมาก แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่ได้เถียงอะไร แค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วตอบรับ “อื้ม~”
สวีชิงอวี่เงยหน้ามองฉู่ซิง สายตาสองคนสบกัน
วันก่อน ๆ สวีชิงอวี่ที่มักใช้สายตาเย็นชาไล่ให้เพื่อนร่วมชั้นถอยห่าง กลับก้มหน้าลงอย่างผิดปกติ แต่ก็เสียดายที่มองไม่เห็นปลายเท้าตัวเอง
ตอนสวีชิงอวี่หันหลังเดินจากไป เสียงของฉู่ซิงที่ยังไม่วางใจก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง:
“ข้ามถนนให้ระวัง อย่าไปชนกับรถกระบะแบบหัวแข็งอีกนะ”
สวีชิงอวี่พอได้ยินคำพูดของฉู่ซิง ก็เปลี่ยนจากการเดินเป็นวิ่งทันที แล้วหายวับไปในฝูงชน
ฉู่ซิงมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อย ๆ หายไปด้วยสายตาที่ซับซ้อน จากนั้นค่อย ๆ ยกมือขวาของตัวเองขึ้น
มือข้างนี้แหละที่เพิ่งตบสวีชิงอวี่ไปสองครั้ง
พูดตามตรง เขามีความแค้นต่อสวีชิงอวี่อยู่ ไม่เกินจริงเลยถ้าจะบอกว่า เพราะการไม่เห็นค่าชีวิตของเธอทำให้ฉู่ซิงต้องใช้ชีวิตอีกยี่สิบปีต่อมาอยู่ในความเจ็บปวดและความเสียใจ
ถูกฝันร้ายหลอกหลอนตลอดเวลา
ฝ่ามือสองครั้งนั้น ฉู่ซิงออกแรงสุดตัว นับเป็นการปลอบใจตัวเองสำหรับชีวิตยี่สิบปีที่ผ่านมา
“สวีชิงอวี่ดูเหมือนจะกลัวมากเวลาเราพูดถึงเรื่องจดหมาย แค่ใช้จดหมายลามาข่มขู่ เธอก็ยอมแพ้ทันที”
ฉู่ซิงพึมพำกับตัวเอง แล้วเอามือล้วงกระเป๋า สัมผัสจดหมายลาที่อยู่ในกระเป๋า โดยไม่รู้ตัวมุมปากก็ยกขึ้น
พรุ่งนี้ไปโรงเรียน ใช้จดหมายนี้ข่มขู่เธอเล่นอะไรที่มันส์กว่านี้ก็ได้~
