อวิ๋นชิงส่ายหน้า “ซื่อจื่อเจ้าคะ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ คุณหนูอยู่กับท่านป้าจู้ อ่านตำราแพทย์มาตลอด ตอนจะกลับ ท่านป้าจู้เกิดอาการเวียนศีรษะจากโรคเก่ากำเริบ คุณหนูจึงหาโอสถมาให้กิน อาการถึงค่อยทุเลาเจ้าค่ะ”
เสิ่นวั่งพยักหน้า เขารู้ดีว่าโรคเก่าของท่านป้าจู้เป็นเช่นไร สามีผู้ล่วงลับของนางเป็นหมอประจำจวนกู้ ทั้งยังเป็นคนดีอย่างยิ่ง สองสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวกัน ดังนั้นทุกปีเมื่อใกล้วันครบรอบการตายของสามี อาการป่วยของนางก็มักกำเริบเป็นครั้งคราว
เขาล้างมือแล้วกินมื้อเย็น จากนั้นก็ไปยังห้องหนังสืออีกครั้ง หว่านถังตามไปปรนนิบัติที่นั่น ยาสมานแผลขวดนั้นของเขาดีเยี่ยมจริง ๆ ทาอยู่หลายวัน บาดแผลบนมือก็เกือบหายสนิท ช่วงสองสามวันนี้เริ่มคันเล็กน้อย แม่นางเจียงจึงนำขี้ผึ้งเย็นบรรเทาอาการคันมาให้นางทา
หว่านถังนำกระดาษเซวียนขึ้นแขวนไว้ให้หมึกแห้ง พลันได้ยินเสิ่นวั่งถามว่า “เจ้าเรียนเขียนอักษรมาจากผู้ใด?”
หว่านถังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงชะงักไปครู่หนึ่ง “หืม?”
เสิ่นวั่งวางพู่กันหมาป่าลงแล้ว ยกถ้วยชาขึ้นใช้ฝาถ้วยปัดฟองชาเบา ๆ ทว่ายังคงไม่เงยหน้า “ในเมื่อเจ้าติดตามท่านป้าจู้เรียนวิชาแพทย์ ย่อมต้องรู้หนังสือ”
“อ้อ” หว่านถังแม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหัน แต่เมื่อเขาถาม นางซึ่งเป็นบ่าวก็จำต้องตอบ
อักษรในยุคนี้แตกต่างจากยุคปัจจุบันมาก หว่านถังรู้หนังสืออ่านตำราได้ก็เพราะหลายปีที่อยู่ในตระกูลจี้ จี้อวิ๋นจิ่งเป็นผู้สอนนาง
นางจำได้ว่าจี้รั่วฮวาทำปากยื่นแล้วกล่าวว่า “พี่ชาย พวกเราเป็นสตรี ต่อให้เรียนเก่งเพียงใดก็สอบจอหงวนไม่ได้ แล้วจะอ่านหนังสือรู้หนังสือไปเพื่ออะไร?”
