ชีซู้ถามอีกว่า “ท่านอ๋องได้ยินบทสนทนาระหว่างข้ากับท่านน้าหรือเพคะ?”
หนานจือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างงุนงง “ท่านอ๋องอ่านจดหมายแล้วก็รีบมาหาพระชายา บ่าววิ่งตามสุดฝีเท้าก็ยังตามหลังอยู่หลายก้าว... พอถึงหน้าประตู ท่านอ๋องหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็หันหลังจากไป เพียงกำชับให้บ่าวเข้าไปช้ากว่านั้นหนึ่งเค่อ...”
สิ้นเสียง นางก็รีบยกมือปิดปาก
เผลอหลุดคำที่ท่านอ๋องกำชับไว้เสียหมด
แต่ชั่วขณะถัดมา นางกลับรู้สึกโล่งใจ การไม่ปิดบังพระชายาไว้สักเรื่องกลับทำให้อุ่นใจกว่า
หากท่านอ๋องจะลงโทษก็ลงโทษเถิด นางยอมรับ
ชีซู้ขบคิดอย่างตั้งใจ พลางลอบร้องว่าแย่แล้ว
อู๋ซวี้คงได้ยินเพียงท่านน้าเปิดโปงความในใจของฉินซูเหอ แต่ไม่ได้ยินถ้อยคำที่นางกล่าวปฏิเสธในภายหลังกระมัง?
จากนั้นนางก็นึกถึงคำพูดของท่านน้า ว่าฉินซูเหอซึ่งกำลังตรวจของขวัญอยู่ในคลังมีสีหน้าไม่สู้ดี
อู๋ซวี้พูดอะไรกับเขาหรือ?
แต่หากอู๋ซวี้ใส่ใจกับเรื่องนี้ เหตุใดจึงไม่แสดงท่าทีผิดแผกต่อนางแม้แต่น้อย?
นางรู้ดีว่าแทนที่จะคิดฟุ้งซ่าน สู้ไปถามเขาให้กระจ่าง และบอกให้ชัดว่านางไม่เคยและไม่มีวันประพฤติตนเกินเลยกับฉินซูเหอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
คิดได้ดังนั้น นางก็ลุกขึ้นเดินไปยังตั่งนอนด้านนอก สั่งให้หนานจือไปนำผ้าพันคอขนจิ้งจอกดำที่นางทำให้เขามา
นางจะรอเขากลับเรือนหลังจัดการธุระเสร็จ แล้วพูดคุยกันให้เข้าใจ
ตำหนักอ๋อง ห้องหนังสือ
หนิงมั่วถวายจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ “ท่านอ๋อง ค่ายทหารทั้งห้ามีความเคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ซวี้เหลือบมองตราครั่งตรงปากซอง เมื่อเปิดออกแล้วก็ตรวจทิศทางรอยพับบริเวณขอบกระดาษ ก่อนคลี่อ่าน
